แจน “งบเยอะ” และ “งบน้อย” ก็เก่งภาษาได้…ทิปจากสาวไทยอินเตอร์ (พูดได้ ไทย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส)

0
1077
แจน “งบเยอะ” และ “งบน้อย” ก็เก่งภาษาได้...ทิปจากสาวไทยอินเตอร์ (พูดได้ ไทย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส)

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อ ชนกนันท์ ปลอดภัย ชื่อเล่นชื่อแจนค่ะ แจนเรียบจบปริญาตรีสาขาวารสารศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ

แจนมีความฝันอยากเข้าคณะนี้มาตั้งแต่เด็กเพราะอยากเป็นนักข่าว แต่ระหว่างที่เรียนอยู่แจนได้มีโอกาสช่วยที่บ้านทำธุรกิจที่บ้านเกี่ยวกับโรงแรม แล้วรู้สึกชอบ เลยตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านการโรงแรมที่ประเทศสวิสต์เซอร์แลนด์

หลังจากไปอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์มาได้ครึ่งปี แจนกก็ได้อนุปริญญาโทหนึ่งใบ แล้วทางโรงเรียนมีโปรแกรมส่งนักเรียนไปฝึกงานหลายประเทศ แจนได้ลองไปสมัครงานหลายประเทศ แจนได้โอกาสไปฝึกงานกับ Country Club แห่งนึงที่รัฐ North Carolina ที่อเมริกาเป็นเวลา 1 ปี

หลังจากกลับมาจากอเมริกาแจนก้กลับมาต่อที่สวิสอีกครึ่งปีเพื่อศึกษาด้านการบริหารโดยตรง ระหว่างเรียนอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์แจนมีโอกาสรู้จักเพื่อนคนจีนเยอะมากๆ ก็เลยมีโอกาสได้ลองคุยเรื่องธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทยกับเพื่อน เลยลองเริ่มทำธุรกิจท่องเที่ยวกับเพื่อนคนจีน

จากนั้นแจนเห็นว่าภาษาจีนสำคัญกับธุรกิจ แจนควรจะพูดได้ พอเรียนจบจากสวิสเซอร์แลนด์มาแล้ว จึงมาเรียนต่อที่ Zhejiang University ที่เมืองหางโจวในประเทศจีนเพื่อเรียนแมนดารินโดยตรง

Q: ทำไมแจนถึงมีโอกาสได้ไปอยู่หลายประเทศจัง

แจนมีโอกาสได้อยู่หลายประเทศเพราะว่า หนึ่ง อาจจะมาจากความได้เปรียบทางภาษาที่แจนสามารถสื่อสารได้ 4 ภาษา (ภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส และ จีน) ก็เลยทำให้แจนหาที่ฝึกงานได้ไม่ยากในต่างประเทศ

ส่วนที่ว่าทำไมถึงได้เที่ยวหลายประเทศนั้น เนื่องจากว่าตอนแจนอาศัยอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้น ประเทศสวิสเป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดกับประเทศอื่นๆในยุโรปเช่น อิตาลี, ฝรั่งเศส เป็นต้น แจนเลยมีโอกาสได้แพลน road trip ในยุโรปเอง ขับรถเที่ยวได้หลายประเทศ หรือบางทีก็จองตั๋วเครื่องบินไป เพราะนั่งไปใกล้และราคาถูก

Q: อยากให้แจนเล่าว่าการเรียนการสอนในต่างประเทศมันต่างจากที่ไทยยังไงบ้าง

ถ้าเทียบการเรียนที่ไทยกับต่างประเทศ สำหรับแจนกก็ค่อนข้างต่างกัน โรงเรียนที่ไทยคุณครูจะสอนในห้องสอนตามหนังสือมากกว่า ส่วนบรรยากกาศในห้องเรียน แจนรู้สึกว่าเพื่อนๆในห้องที่ไทยส่วนมากคือมาเรียนเพราะพ่อแม่ส่งให้มาเรียน เรียนให้จบได้ใบปริญญาเฉยๆ คนที่ตั้งใจจริงๆก็มีนะคะ แต่จากประสบการณ์ของแจนจะเป็นส่วนน้อย

พอไปอยู่ต่างประเทศแจนได้เห็นความแตกต่างจากวิธีการสอนไปจนถึงเพื่อนในห้องเรียน วิธีการสอนคือปีแรกแจนจะเรียนปติบัติเยอะมาก เช่น มีโอกาสได้จัดงานอีเว้นจริงๆในโรงเรียน, ได้ทำอาหาร เสริฟอาหารให้นักเรียนคนอื่นๆในโรงเรียนเหมือนนักเรียนเป็นลูกค้าจริงๆ

พอเราเรียนบริหารปีที่สอง เราก้สามารถเอาธุรกิจที่เรามีเข้าไปปรับใช้กับความรู้ได้จริงๆโดยมีคุณครูที่เชี่ยวชาญด้านที่เราเรียนเป็นที่ปรึกษาให้เรา ส่วนเพื่อนๆในห้องก็มีหลายคนที่มาเรียนเพราะความฝัน มี goal ในชีวิตชัดเจนว่าเรียนจบไปแล้วจะทำอะไร เพราะมีเพื่อนส่วนมากที่หาเงินมาจ่ายค่าเรียนเอง เพื่อนๆก้เลยดูค่อนข้างจริงจังกับการเรียน ตั้งคำถามเยอะ ทำให้เราเองก้ได้ความรู้เพิ่มไปด้วย

Q: การไปใช้ชีวิตในต่างแดนมันให้บทเรียนอะไรกับชีวิตเราบ้าง

การมาใช้ชีวิตต่างประเทศได้บทเรียนข้อนึงกับแจนคือคือ “เราต้องออกจากกรอบ” ข้างนอกยังมีอะไรอีกเยอะที่เราไม่รู้ อย่าขี้เกียจหรือกลัวที่จะหาอะไรใหม่ๆ ตอนอยู่ไทยแจนก็คิดว่าเราอะเก่งแล้วแค่นี้ก้โอเคแล้ว แต่พอแจนออกมาอยู่ข้างนอกจริงๆแจนก้รู้ว่าจริงๆแล้วมันมีอะไรที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะมาก ถ้าเราเป็นคนชอบเรียนรู้ เราสามารถเอาไอเดียไปสร้างโอกาสด้านอาชีพให้เราได้

Q: แจนมีอะไรจะบอกกับคนที่ยังไม่กล้าออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง

“อย่าอาย อายที่จะทำหรือลองอะไร” แจนรู้จักหลายคนที่อยากหาเงินแต่ “อาย” คืออยากไปหมด อยากทำนู่นนี่นั่น แต่ติดอยู่ที่ความอาย ความไม่กล้า กลัวคนอื่นจะหัวเราะ กลัวคนอื่นนินทา

แต่ถ้าเราติดอยู่กับแค่นี้เราจะไม่มีการเริ่ม เราก็จะติดอยู่แบบนั้นตลอดไปเพราะแค่ความกลัวของเราเอง เมื่อมาอยู่ต่างประเทศแล้ว แจนได้มีโอกาสรู้จักคนที่เก่งๆมีความสามารถหลายๆคนที่เริ่มมาจากการไม่มีอะไร เริ่มจากการทำอาชีพที่คนดูถูก แต่เพราะเค้าเริ่มเค้าก้เลยรู้และประสบความสำเร็จ

Q: ขอทิปการฝึกภาษา และ make friend ให้กับคนที่บอกว่า “ไม่เก่งภาษา กลัวฝรั่ง”

1. อย่าอาย หรืออายที่จะพูดผิด

2. เปิดใจยอมรับ ยอมรับว่าถ้าพึ่งฝึกพูดยังไงก็พูดผิดชัวๆ อย่าไปคิดว่าต้องพูดให้ถูกก่อนถึงจะกล้า เพราะถ้าคิดแบบนี้เมื่อไหร่จะพูดเป็น

สำหรับคนที่อยากฝึกแล้วมีงบก็ไปหาเรียนพิเศษ เรียนเดี่ยวนะคะ หาครูเจ้าของภาษาที่พูดไทยไม่ค่อยได้ แล้วก็เรียนฝึกพูดกับครูไป make friend กับครูนั่นแหละ

ประสบการณ์ตรงจากแจนเองคือ ตอนแจนเริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสตอนแรกๆ แจนไม่ค่อยกล้าพูด แต่แจนไปหาครูคนฝรั่งเศสมานั่งคุยด้วย เค้าพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ ทีนี้แจนไปเรียนบ่อย หลังๆเริ่มสนิท ก็เริ่มชวนครูออกไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนแจนบ้าง ไปหากิจกรรมเล่นกีฬาบ้าง จนกลายมาเป็นเพื่อนกัน แล้วครูเค้าก็ต้องมีเพื่อนเค้าอยู่ที่ไทย เราก้ได้รู้จักเพื่อนเค้าเพิ่มไปอีก

ส่วนคนที่งบน้อย แจนเข้าใจว่ายาก แต่เริ่มจากเราดูหนังฟังเพลงเยอะๆ นอกจากได้ภาษาแล้วได้สำเนียงด้วย นอกจากนั้นลองไปหาตามเวปเพจ เช่น แบบฝรั่งที่มาอยู่เมืองไทยเค้าอยากพูดไทยได้ เราก็ไปตกลงกับเค้าว่าให้เค้าสอนอังกฤษเรา เราสอนไทยเค้า

ตอนแจนมาอยู่ที่จีนแจนก็ทำแบบนี้ แจนเขียนลงกระดาษว่า “ต้องการฝึกภาษาจีน” ถ้าคนจีนคนไหนอยากฝีกภาษาอังกฤษเอามาแลกกัน แจนสอนอังกฤษเค้าเค้าสอนจีนแจนคนละชั่วโมง แล้วก็ไปแปะไว้ในร้านกาแฟแถวมหาลัย นอกจากแจนจะได้ฝึกภาษาแล้วแจนได้เพื่อนเพิ่มอีกต่างหาก

Q: ในฐานะเด็กนอกคนไทย…ภูมิใจอะไรตัวเองมากที่สุดในชีวิตต่างแดน

แจนภูมิใจที่แจนเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ 55555 เปลี่ยนไปเป็นคนที่กล้าคิด กล้าลอง แล้วก้ กล้าทำ รู้สึกว่าพ่อแม่เราไม่ได้ส่งเสียเรามาเปล่าๆ เราเรียนได้ความรู้ เราเอาไปปรับใช้ได้จริง แล้วก็ภูมิใจที่เรามีโอกาสได้สร้างคอนเนคชั่นกับเพื่อนหลายๆประเทศทั่วโลก

Q: อยากให้บอกที่สิ่งที่ชอบและไม่ชอบที่สุด 1 อย่างในแต่ละประเทศที่ไปอยู่มา

Switzerland:
ชอบที่สุดในสวิสคือ คุณภาพชีวิต ชีวิตที่เรียบง่าย ทำให้เราเป็นคนรู้จักตรงเวลาเพราะรถไฟมาตรงเวลามาก ครูในโรงเรียนตรงเวลามาก การสายคือเรื่องใหญ่เหมือนไฟไหม้บ้าน 5555

สิ่งที่ไม่ชอบคือ ทุกอย่างปิดเร็วมาก 5 โมงก็ปิดแล้ว

US:
ชอบความอิสระ ใครอยากทำอะไรก็ทำ ไปไหนก้ได้ ไม่ต้องใช้เงินมากมายในการจะไปเที่ยวไปหาความสุข ทำงานเงินเดือนขั้นต่ำที่นู่นเรากก็พอใช้ได้เลย ซื้อของที่เราอยากได้ที่มีคุณภาพดีๆได้แล้ว

สิ่งที่ไม่ชอบ คือ คนที่นั่นบางทีค่อนข้างเฟค พูดกับเราอย่างข้างหลังอีกอย่าง อาจจะเป็นเพราะว่าแจนไปใช้ชีวิตการทำงานที่นู่น ไม่ได้ไปเรียน แจนกก็จะเห็นด้านลบๆของคนเยอะกว่า

Q: ฝากอะไรไว้ให้น้องๆที่อยากเจริญรอยตาม​แจนน่อย

ต้องหา goal ในชีวิตตัวเองค่ะ ตอบตัวเองให้ได้ว่าอยากทำอะไร แต่ถ้าไม่รู้ก้ลองไปเรื่อยๆค่ะ เดี๋ยวก็รู้เอง ไม่มีคำว่า “สายเกินไป” ต่อให้พ่อแม่ส่งเราเรียนสูงแค่ไหน แต่การที่เราจะประสบความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับตัวเองว่าเราขวนขวายหาโอกาสให้ตัวเองได้ขนาดไหน ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีมีโอกาสเข้ามา เราต้องรู้จักหาโอกาสให้ตัวเอง Make friend make friend make friend เพราะสุดท้ายแล้วเพื่อนเนี่ยแหละคือ connection ที่ดีที่สุด คือคนช่วยเราตั้งแต่ทำการบ้าน หางาน แนะนำ จนไปถึงช่วยเหลือเวลาเราเดือดร้อนเวลาเราเพึ่งเข้าไปทำงาน อย่าขี้เกียจ อย่าคิดว่าหน้าที่เรามีแค่นี้แล้วจบ เราควรเป็นคนอาสาเองด้วยซ้ำว่ามีอะไรให้เราช่วยมั้ย ช่วยเพื่อนร่วมงาน ทำทุกอย่างที่เราทำได้ อย่ามองว่ายิ่งทำยิ่งเหนื่อย ให้มองว่ามันคือ “การเรียนรู้”

Facebook Comments