ชาร์ต ศิษย์เก่าญี่ปุ่นแชร์ “ไม่มีทุนทรัพย์” ก็เรียนต่อนอกได้!

0
562
ชาร์ต ศิษย์เก่าญี่ปุ่นแชร์ “ไม่มีทุนทรัพย์” ก็เรียนต่อนอกได้!

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

ชื่อชาร์ตครับ สืบศิษฏ์ ศานติศาสน์ ตอนนี้ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ อยู่ที่ธนาคารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในไทย นอกจากนี้ ผมยังเปิดบริษัทให้คำปรึกษาทางธุรกิจระหว่างประเทศ และล่าสุดออกอีบุ้คที่มีชื่อว่า “คู่มือพิชิตทุน-เรียนต่อญี่ปุ่น” ครับ

ผมไปอยู่ญี่ปุ่นมาทั้งหมดสามครั้ง โดยครั้งแรกตามคุณพ่อที่ไปทำงานที่เกียวโตไปเรียนประถมอยู่ครึ่งปี รู้สึกประทับใจก็เลยสมัครทุนกลับไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ซากะอีกปีนึง และล่าสุดไปเรียนปริญญาโท สาขาความร่วมมือระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยโตเกียวจบกลับมาครับ

Q: ในฐานะนักเรียนทุน…มีอะไรอยากบอกกับคนที่คิดว่า “อยากเรียนต่อต่างประเทศนะ…แต่เราไม่มีทุนทรัพย์ เรียนไม่เก่งเราคะแนนไม่ดี..สมัครทุนไปก็ไม่ได้หรอก”

เวลาเรานึกถึงการไปเรียนต่อต่างประเทศ มีปัญหาหลักๆอยู่สามอย่างที่คนมักประสบ คือ “การขาดข้อมูล” “การขาดความสามารถ” หรือ “การขาดทุนทรัพย์”

หลายคนอาจท้อแท้ว่าทำไมหาข้อมูลยากจังจะต้องเริ่มต้นยังไงดี หรือบางคนน้อยใจว่าทำไมเราไม่มีทุนทรัพย์เหมือนคนอื่นเขา แต่ผมอยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างได้ด้วยตัวเราเองหากเรามี “ความตั้งใจจริง” และ “ไม่ยอมแพ้” ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุด

ในยุคสมัยนี้เรามีเพจต่างๆที่ให้ความรู้ มีหนังสือมากมายให้เราหาอ่าน มีกรุ้ปไลน์รุ่นพี่ศิษย์เก่า มีทุนการศึกษาทั้งรัฐบาลและเอกชน หากเรามีความตั้งใจเสาะหามัน ผมเชื่อว่าทุกคนจะคว้ามันมาได้ไม่ยากครับ

Q: อีกอย่างคือค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นสูงกว่าที่ไทยมากพอสมควรเลย…ชาร์ตมีทิปในการใช้ชีวิตอยู่ยังไงคะ

พอพูดถึงค่าใช้จ่ายรายเดือน หลักๆคงหนีไม่พ้น “เรื่องค่าอาหาร” อันที่จริงแล้วค่าอาหารนี่แหละที่เราสามารถประหยัดได้ง่ายเลยสำหรับคนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่น เพราะอย่างที่รู้กันดี ค่าแรงคนญี่ปุ่นแพงมาก ฉะนั้นการที่เราลดการทานตามร้านแต่ทำอาหารกินเอง (หรือใช้แรงตัวเอง) ก็จะช่วยประหยัดได้มากครับ

ผมก็มีทริคอยู่ง่ายๆที่ใช้อยู่ประจำครับ

ซื้อของให้ตรงวัน ที่ญี่ปุ่นมักจะมีการจัดเซลสินค้าต่างๆแบ่งตามวัน อย่างเช่นที่ซุปเปอร์มาร์เกตนี้ลดราคาไข่เหลือแพ็คละร้อยเยนทุกวันอังคาร อีกที่นึงลดราคาเนื้อสัตว์ทุกวันพุธ ให้เราหมั่นสังเกตว่าซุปเปอร์มาร์เกตรอบๆบ้านเรานั้นลดอะไรวันไหนบ้าง เผลอๆเราอาจซื้อของได้ถูกกว่าไทยด้วยซ้ำครับ อย่างตอนที่ผมอยู่ ผมมักจะเก็บแซลมอนชิ้นละแปดสิบเยนหรือประมาณยี่สิบสี่บาทกลับมากินทุกวันเสาร์ ถูกไหมหละครับ อีกทริคหนึ่งคือการตามล่าซื้อของเซลช่วงค่ำ สินค้าหลายอย่างในญี่ปุ่นอย่างเช่นข้าวกล่อง (เบ็นโตะ) หรือของสดจะถูกนำมาลดโดยแปะสติกเกอร์ลดราคาทับ 10 หรือ 20 เปอร์เซนต์บ้าง หรือแม้แต่ 50 เปอร์เซนต์ก็มี ช่วงทุ่มกว่าๆเป็นต้นไป ให้เราคอยสังเกตว่าร้านใกล้บ้านเราลดกี่โมงแล้วคอยไปคว้าไว้ครับ

นอกจากเรื่องกินแล้ว ค่าใช้จ่ายหลักๆอย่างอื่นที่เราพอจะประหยัดได้ก็จะมีพวกค่าที่พัก ค่าเดินทาง ซึ่งรายละเอียดผมได้รวบรวมทริคต่างๆไว้ในอีบุ้ค ”คู่มือพิชิตทุน-เรียนต่อญี่ปุ่น”ครับ

Q: เห็นบอกว่าได้เข้าวงการนักแสดงที่ญี่ปุ่นด้วย…ไหนเล่ามาหน่อยเร็วว่าเป็นมายังไง?

อันนี้ต้องบอกว่าฟลุ้คจริงๆครับ ส่วนตัวไม่เคยมีความสนใจหรือเคยศึกษาสายอาชีพนี้เลย แต่มีอยู่วันนึงรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยก็แชร์ข้อมูลกันมาว่ามีโมเดลลิ่งกำลังเปิดรับสมัครคนไทยไปถ่ายแบบโปรโมชั่นใหม่ของค่ายมือถือโดโคโมะ ก็ลองส่งรูปไปปรากฎว่าได้มาครับ

ทำให้เราได้มีโอกาสเล่นละครสั้น มิวสิควีดีโอ ภาพยนตร์สั้น รายการทอล์คโชว์ วาไรตี้ต่างๆ ก็สนุกดีครับ และทำให้เราได้เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น ที่สำคัญ ทำให้เรารู้ว่าจริงๆแล้วคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญเรื่องคนไทยมากๆ มากจนมีงานที่ต้องเล่นเป็นบทคนไทยเสนอมาให้เราไปออดิชั่นอยู่เรื่อยๆครับ

Q: การได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศ…มันทำให้ทัศนคติหรือชีวิตเราเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

ต้องเกริ่นก่อนว่าผมเองใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวมาโดยตลอด การได้มาลองใช้ชีวิตคนเดียวครั้งแรกตอนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ซากะ ต้องอาศัยการปรับตัวอยู่พักใหญ่ ต้องเรียนรู้การทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น

แต่ผมเชื่อว่าเพราะประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงตัวตนผมครั้งใหญ่ ทำให้ผมได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้มีความรับผิดชอบมากขึ้น และที่สำคัญผมเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผมได้รับ ทำให้ผมเป็นผมที่พัฒนาขึ้นในทุกวันนี้

Q: ช่วยเล่าเหตุการณ์ที่พีคที่สุดในญี่ปุ่น

ถ้าจะบอกว่าพีคที่สุดคงต้องยกให้ตอนไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยโตเกียวครับ ตลอดระยะเวลาการทำวิทยานิพนธ์เพื่อขอจบ ผมจะมีการปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาตลอด คอยขอคำแนะนำเรื่องงานวิจัย และปรับตามคำแนะนำของอาจารย์มาโดยตลอด ปรากฏในวันซ้อมใหญ่อาจารย์ที่ปรึกษาที่ให้คำแนะนำวิทยานิพนธ์ให้ผมมาโดยตลอด กลับจะไม่ให้ผมผ่านและบอกว่าไม่เข้าใจในงานวิจัยของผมเลย

ซึ่งวันนั้นผมแทบล้มทั้งยืนครับ เพราะไม่คาดคิดคาดฝันมาก่อนว่าวิทยานิพนธ์ที่ผมตั้งใจทุ่มเททำมากๆจะไม่ผ่าน เพราะนั้นหมายถึงตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เรียนปริญญาโท และตลอดเวลาของความพยายามผลักดันตัวเองให้ได้เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนี้จะสูญเปล่า เพราะผมจะเรียนไม่จบ

วันนั้นจบคลาสไปผมเครียดมาก คิดถึงหน้าคุณพ่อคุณแม่ที่อุตส่าห์ตั้งความหวังในตัวผม แต่ในที่สุดผมก็ดึงสติกลับมา ผมบอกตัวเองว่า ตราบใดที่ผมไม่ยอมแพ้ ผมต้องทำได้ ผมเลยลองสู้อีกครั้ง เรียกเพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนๆคณะอื่นที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องที่เราทำวิจัยเลยมานั่งฟังเราซ้อมพรีเซ้นและให้คอมเม้นท์เพื่อให้เราสามารถปรับวิธีการพูดวิธีการทำพาวเวอร์พอยต์ให้เข้าใจง่ายที่สุด

ท้ายสุดปรากฏผมสอบผ่าน และสิ่งที่ผมภูมิใจมากกว่าแค่สอบผ่าน ผมยังได้รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นของคณะมาด้วยครับ

Q: หากเลือกค่านิยม​ดีๆของญี่ปุ่นมาช่วยพัฒนาประเทศไทยได้ 1 อย่าง…สิ่งๆนั้นจะเป็นอะไร

จริงๆผมว่าค่านิยมญี่ปุ่นดีๆก็มีประทับใจอยู่หลายอย่างนะครับ แต่ให้พูดถึงที่สุดเลยและน่าจะนำมาช่วยพัฒนาประเทศไทยได้คือ “เรื่องของการทำงานเป็นทีม”

ถ้าให้มองในมุมของการทำงาน คนญี่ปุ่นมักจะมองพนักงานแต่ละคนเป็นฟันเฟืองที่ทำงานด้วยกันและช่วยให้บริษัทก้าวต่อไปได้ บริษัทจะมั่นคงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฟันเฟืองทุกตัวและนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ให้คำตอบเราได้ว่าทำไมการสมัครงานทีญี่ปุ่นนั้นยากเย็นเหลือเกิน เพราะเขามองเป็นหนึ่งในฟันเฟือง เหมือนรับสมาชิกใหม่เข้าครอบครัวก็ต้องมีการคัดเลือกกันดีๆครับ

ผมเองก็อยากให้คนไทยมีความร่วมมือกัน ตั้งใจ และทำงานเป็นทีมกันมากขึ้น เพราะต่างคนต่างมีความถนัด ความเก่งเฉพาะด้านที่ต่างกัน แต่เมื่อมาอยู่รวมกันแล้วจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง การทำงานเป็นทีมนั้นสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่องครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การเรียน การกีฬา การทำงานบริษัท หรือแม้กระทั่ง การสร้างครอบครัว

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ญี่ปุ่นมากที่สุด

สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับชีวิตที่ญี่ปุ่นมากที่สุดเลยคือ

  • เรื่องอาหารครับ ด้วยที่ว่าผมเป็นคนชอบอาหารญี่ปุ่นเป็นทุนเดิม พอได้มาอาศัยอยู่ญี่ปุ่น ก็เหมือนผมได้มาอยู่ในแหล่งต้นตำรับเลย
  • ผมชอบที่เราได้มีโอกาสได้ท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ผมจะชอบไปที่ที่คนญี่ปุ่นชอบไป ไปแบบโลคอลๆ ที่ยังไม่มีชาวต่างชาติไป
  • ชอบความเป็นระบบระเบียบของสังคมญี่ปุ่นทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างดูเรียบร้อยไปหมด สะอาด ปลอดภัย

ถ้าถามว่าไม่ชอบอะไร คงไม่มีครับ แต่ถ้าให้บอกว่าไม่ชินกับอะไรบ้าง

    • เรื่องอากาศหนาวครับ ผมเป็นคนขี้หนาวมาก พอหน้าหนาวทีต้องเปิดฮีตเตอร์ตลอด เปิดน้ำร้อนๆเพื่ออาบน้ำ ก็ทำให้ค่าไฟขึ้นมาหลายเท่า ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มตามมา
    • อย่างที่สองคือ จะรู้สึกว่าเวลาไม่สบายที่เราทำอะไรเองได้ลำบาก ก็ยังต้องฝืนทำเพราะเราอยู่คนเดียว แต่มองในแง่ดี เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนหล่อหลอมให้ผมรู้จักอดทนและเรียนรู้การพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง
    • อย่างสุดท้ายคงเป็นเรื่องของวัตถุดิบทำอาหารไทย บางครั้งก็ประสบปัญหากับการเจอวัตถุดิบที่หาได้ค่อนข้างยาก หรือแพงหูฉี่ อย่างผักชีไม่กี่ใบก็ราคาหลักร้อยหรือเครื่องแกงต่างๆที่ต้องนั่งรถไกลไปซื้อตามซุปเปอร์มาร์เก็ตขายของเอเชีย รวมถึงผลไม้ต่างๆอย่างมะม่วงที่บางครั้งเราก็จะนึกอยากกินขึ้นมา แต่พอเห็นราคาแล้วความอยากก็จะหายไปเองครับ

Q: Quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

“Shoot for the Moon. Even if you miss, you will land among the stars.” ผมชอบคำพูดนี้ของ Les Brown ซึ่งแปลเป็นไทยว่า จงตั้งเป้าไว้สูงๆ(ซึ่งในทีนี้ใช้ดวงจันทร์แทน) ถึงแม้เราจะไปไม่ถึงฝั่งฝันหรือล้มเหลว เราก็จะล้มลงท่ามกลางหมู่ดาวที่มีความฝันอย่างเราเช่นกัน

คำพูดนี้ทำให้ผมเป็นคนที่มีความตั้งใจทำในทุกๆอย่างและพยายามอย่างเต็มที่กับทุกทุกสิ่งที่ต้องการ ผมเป็นคนที่มักตั้งเป้าหมายชีวิตให้ตัวเองไว้สูงๆและไม่กลัวหากต้องล้มเหลว เพราะผมจะคิดอยู่เสมอว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งเราได้ลองและพยายามเต็มที่แล้ว

Q: มีอะไรอยากฝากไว้กับน้องๆที่อยากเจริญรอยตามชาร์ตบ้างคะ

อยากจะฝากถึงน้องๆทุกคนที่มีความตั้งใจอยากไปเรียนต่อญี่ปุ่นหรือไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศไหนก็ตาม ให้ตั้งใจให้มากที่สุดและมั่นใจไม่ต้องกลัวล้มเหลว เพราะหากวันนึงเราได้ไปตามใจอยากแล้ว เมื่อเรามองกลับมาที่ตัวเราเราจะภูมิใจว่าเราได้ประสบความสำเร็จในอีกก้าวหนึ่งของชีวิต

ไม่ว่าน้องๆจะกำลังประสบกับอุปสรรคอะไร ไม่ว่าจะเรื่องการสอบเข้าที่ยาก ทุนซับพอร์ตที่ไม่เพียงพอ ขอแค่ให้พยายาม และหมั่นศึกษาหาข้อมูล ผมเชื่อว่าทุกทุกคนมีศักยภาพที่จะทำได้ครับ

Facebook Comments