ปุยฝ้าย จาก “ลูกคุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็น” สู่ “ธุรกิจหลัก 5 ล้าน” ในอังกฤษ

0
4010
ปุยฝ้าย จาก “ลูกคุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็น” สู่ “ธุรกิจหลัก 5 ล้าน” ในอังกฤษ

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อปณิชา เกิดผล ชื่อเล่นปุยฝ้าย จบมัธยมจากโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น แล้วก็ต่อปริญาตรีอักษรอินเตอร์จุฬาฯ (BALAC) จากนั้นได้เข้าทำงานสายเลขาที่ปตท.สผ. (PTTEP)

พักนึงแล้วรู้สึกอยากออกไปผจญภัย ใช้ชีวิตเองดูบ้าง เพราะรู้สึกเหมือนการทำงานออฟฟิศมันไม่ท้าทาย เลยลองเริ่มต้นด้วยการสมัครต่อโท ก็โชคดีได้ University College London ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในมหาลัยท๊อปๆของที่ UK และได้ต่อสาขาวิชา Gender Studies ที่เราชื่นชอบอยู่แล้วด้วย

แต่ไปๆมาๆตอนนี้เรียนจบแล้วมาทำธุรกิจขายอาหาร ซึ่งก่อตั้งร่วมกันกับแฟนที่เจอที่นี่ค่ะ (อ้าว.. plot twist ฮ่าๆๆ)

Q: ได้ข่าวว่าตอนอยู่ไทยปุยฝ้ายแอบเป็นคุณหนู…เล่าให้ฟังหน่อยว่าเป็นคุณหนูระดับไหน

ถามว่าคุณหนูไหม คิดว่าไม่เท่าไหร่เพราะที่บ้านเราก็ไม่ได้เว่อร์ไม่ได้รวย/หรูหราอะไรขนาดนั้น แต่โตมาแบบสบายมากกว่า แบบอยากได้อะไรก็ได้ เวลาไปเรียนหนังสือก็มีคนรถรับส่งตลอด มีพี่เลี้ยง/แม่บ้านคอยดูแลเรื่องอาหารและจัดการงานบ้าน

พูดง่ายๆคือเราไม่เคยต้องทำอะไรพวกนี้เองเลย มันอาจจะฟังดูตลกนะแต่เราคิดว่าสิ่งพวกนี้เป็นหนึ่งใน challenges หลักๆเลยสำหรับชีวิตต่างแดนของเรา

Q: การไปเรียนที่อังกฤษครั้งนี้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างคะ

เปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนจนแม้กระทั่งครอบครัวตัวเองยังทึ่งว่าทำไมฝ้ายมันเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ฮ่าๆๆ หลักๆก็เพราะว่าต้องใช้ชีวิตเอง บริหารจัดการเงินเอง ทำเองทุกอย่าง ต้องขอสารภาพว่าเราเพิ่งใช้เครื่องซักผ้าเป็นก็ที่อังกฤษนี่แหละ หรือแม้กระทั่งการนั่งรถเมล์

ตอนแรกมาใหม่ๆไม่กล้าเลย ต้องรอเพื่อนพาสอนนั่งก่อน พูดง่ายๆคือตอนแรกง่อยมากค่ะ.. แต่พูดถึงหัวข้อนี้แล้ว ประเด็นที่อยากเน้นก็คือเรื่องเงินค่ะ ยิ่งเดี๋ยวนี้เราหาเองยิ่งประหยัด คือรู้ค่าของเงินมากขึ้นเยอะ อะไรไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อไม่ใช้ พอพฤติกรรมเราเปลี่ยนไปทิศทางนี้ ชีวิตก็เรียบง่ายมากขึ้นเยอะค่ะ

Q: อยากให้ปุยฝ้ายเล่าว่า ธุรกิจ Thai Vegan Food ที่ปุยฝ้ายเริ่มทำมาและมี turnover กว่า 5 ล้านบาท…มันเริ่มมาได้ยังไง

ต้องขอเท้าความก่อนว่าเราเริ่มทำกับแฟนโดยที่ความรู้ทางด้านการทำธุรกิจเป็น 0 แต่อยากมีอะไรเป็นของตัวเอง ไม่อยากกลับไปทำออฟฟิศเหมือนเดิม และอยากพิสูจน์ตัวเองดูว่าจะรอดมั้ย ก็ใช้เงินที่เหลือจากงบต่อโทบวกกับเงินเก็บของแฟนอีกนิดหน่อย รวมกันออกมาเป็นแบรนด์อาหารไทยแบบวีแกนภายใต้ชื่อ Greedy Khao ก็ล้มลุกคลุกคลานกันมา

มีทั้งวันที่อดหลับอดนอนเตรียมงานแทบตายแต่ขายไม่ได้เลย และวันที่ขายดีจนหุงข้าวไม่ทัน ลูกค้าด่าว่าข้าวไม่สุกก็มีค่ะ ฮ่าๆๆๆ เป็นประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าครบทุกอารมณ์ สุข ดีใจ เศร้า ร้องไห้ ผิดหวัง เสียใจ มาครบรส

สิ่งที่ทำให้เราฝ่าฟันมันไปได้ก็คือความมุ่งมั่นตั้งใจ ความพยายาม และความซื่อสัตย์จริงใจที่เรามีต่อลูกค้าและตัวเองค่ะ ฝ้ายคิดว่าเราทำอะไรก็ตามต้องมี integrity ไม่ใช่สักแต่จะหาเงิน/เอากำไรอย่างเดียว

สิ่งสำคัญอีกข้อคือกำลังใจจากคนรอบข้าง ทุกครั้งที่ฝ้ายเหนื่อยจนอยากยอมแพ้ ก็จะส่งข้อความไประบายกับครอบครัวบ้าง (โดยเฉพาะคุณแม่) แต่ทุกครั้งทุกคนก็จะตอบกลับมาเสมอว่าเขาเชื่อมั่นในตัวเรา เขาเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จ คำพูดเหล่านี้นี่แหละค่ะที่ทำให้เราฮึดสู้ต่อไปทุกครั้งที่เราท้อ

Q: เคยไปเจออะไรพีคๆมาบ้างใน UK

สิ่งที่พีคที่สุดของการมาอยู่ UK คือการได้เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้ถ่ายทำรายการทีวีไพรม์ไทม์ออกช่อง BBC ค่ะ

พูดตรงๆคือเราก้าวเท้าขึ้นเครื่องบินมาตอนแรกกะว่าจะมาต่อโทปีเดียวแล้วเดี๋ยวก็คงกลับไทย แต่ไปๆมาๆคืออยู่ยาวสามสี่ปี

รู้สึกตัวอีกทีเจอตัวเองห้อมล้อมไปด้วยกล้องใหญ่หลายตัว โดนสัมภาษณ์ โดนยิงคำถามโดยเซเล็บที่นี่ ยิ่งฉากที่เค้าจะบิ้วอารมณ์แบบมีกล้องใหญ่เลื่อนไปเลื่อนมานี่ยิ่งพีคใหญ่… คือมัน awkward มาก ฮาา..

สรุปคือเป็นประสบการณ์ที่ไม่แค่พีคที่สุดใน UK แต่เรียกได้ว่าในชีวิตเลยดีกว่าค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ

Q: ปุยฝ้ายภูมิใจอะไรตัวเองมากที่สุดในชีวิต

สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดก็คือ การที่เราคิดเริ่มทำธุรกิจขึ้นมาแล้วลงมือทำจริง แล้วผลออกมาไม่เจ๊งค่ะ ฮ่าๆๆๆ ภูมิใจมากที่ถึงแม้จะทำร้าน street food แค่ยูนิตเดียวเล็กๆแต่แค่ย่างเข้าปีที่สองก็ turnover ได้คิดเป็นเงินไทยก็มากเกือบ 5 ล้านบาทแล้ว และยังมีแนวโน้มจะมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะเริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้นถึงขั้นต้องเริ่มปฏิเสธงานหลายอย่างที่ติดต่อเข้ามา

จนตอนนี้ต้องวางแผนขยายทำ 2-3 ยูนิตพร้อมกัน และข้อสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ แอบดีใจที่อาหารรสมือเราเป็นที่ถูกอกถูกใจคนมากมายขนาดนี้ รู้สึกชื่นใจและภูมิใจในตัวเองมากๆทุกครั้งที่ลูกค้าโพสท์ชมค่ะ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ UK

สิ่งที่ชอบเกี่ยวกับชีวิตที่ UK ก็คงเป็น
เรื่องความเป็นอิสระ ทุกคนคือจะ mind their own business อะค่ะไม่ค่อยสนใจหรอกว่าเราจะแต่งตัวแต่งหน้าทำผมยังไง ใส่เสื้อตัวนี้แล้วอ้วนไหม ฯลฯ
ที่สำคัญคือเขาไม่ค่อยซุบซิบนินทาอะไรกันเท่าไหร่ ต่างกับสังคมบางสังคมที่เราเจอที่ไทย…
อีกข้อที่ชอบคือช่วงซัมเมอร์ของที่นี่สว่างยาวไปจนถึงสามทุ่ม เที่ยวชมวิวชมเมืองสวยๆได้เต็มที่

สิ่งที่ไม่ชอบก็คือการที่ต้องอยู่ห่างจากครอบครัวมากขนาดนี้ค่ะ …ซึ่งไม่เกี่ยวกับ UK เลย เกี่ยวกับใจเราล้วนๆ ฮ่าๆๆ

Q: ถ้าเป็นไปได้…อยากเลือกเอาวัฒนธรรมอะไรในต่างประเทศมาทำให้ประเทศไทยหรือสังคมไทยดีขึ้นคะ

ความมีวินัย และการเคารพกฎระเบียบค่ะ เห็นชัดมากๆโดยเฉพาะบนท้องถนน ตัวอย่างง่ายๆเลยก็คือที่ UK ทุกคนจะหยุดให้คุณข้ามทางม้าลาย
และอีกอย่างคือมอเตอร์ไซค์ที่นี่ไม่มีมาวิ่งบนทางเท้านะคะ ต่างกับที่กรุงเทพที่เคยเจอ คือนอกจากจะมาวิ่งแล้วยังบีบแตรไล่คนที่เดินบนทางเท้าด้วย.. งงเลย

Q: ขอหนังสือแนะนำให้ทุกคนต้องอ่าน 1 เล่ม

เป็นคนชอบอ่านหนังสือประเภท non-fiction เพราะฉะนั้นอันนี้อาจจะเป็นตัวเลือกที่แปลกสักหน่อย จริงๆแล้วอันนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์ให้อ่านตั้งแต่สมัยจุฬาฯด้วยซ้ำค่ะ คือ Mythologies ของ Roland Barthes อ่านแล้วจะตั้งคำถามและตั้งข้อสังเกตกับทุกสิ่งอย่างรอบตัว ฮ่าๆ สนุกดี เล่มอื่นๆก็เด็ดนะแต่เอาอันนี้ก่อนเป็นเล่มแรก

Q: Quote ไหนสอนชีวิตได้ดีที่สุด

‘You have your way. I have my way. As for the right way, the correct way, and the only way, it does not exist’ – Friedrich Nietzsche
เรียนรู้ที่จะยอมรับและเคารพความคิดเห็น มุมมอง และทัศนคติที่แตกต่าง เลิกคิดที่จะเอาชนะ เรียนรู้ที่จะ agree to disagree จำเป็นมากๆโดยเฉพาะในการทำงานทำธุรกิจกับคนใกล้ตัว

Q: อื่นๆที่อยากจะบอกกับคนไทยด้วยกัน

ถ้าอยากลองชิมอาหารไทยวีแกน (vegan – ปราศจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ได้จากสัตว์) ขอเรียนเชิญที่ Greedy Khao นะคะ ติดตามกันได้ใน IG @greedykhao ค่า.. อิอิ แอบโฆษณา

Facebook Comments