เม คนไทยที่เลือกทิ้ง citizenship ของออสเตรเลีย…มาอยู่อินเดีย!

0
3684
เม คนไทยที่เลือกทิ้ง citizenship ของออสเตรเลีย...มาอยู่อินเดีย!

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ฮัลโหล นมัสเต สวัสดีค่า เราชื่อเม ตอนนี้เป็นนักแปลอิสระและก็เรียนปริญญาโทด้านภาษาศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัย Jawaharlal Nehru University หรือเรียกสั้นๆว่า JNU ที่นิวเดลี อินเดียค่ะ
ก่อนหน้าที่จะมาอยู่ที่นี่ เมจบปริญญาตรีด้านภาษาอังกฤษ จาก มช. แล้วก็เริ่มทำงานเป็นนักแปล สักพักแม่และญาติก็ชวนไปอยู่ออสเตรเลียด้วยกัน ก็เลยลองไปดู

ตอนแรกก็ไปด้วยวีซ่านักเรียนหนึ่งปี เรียนไปสักพักแม่ก็แต่งงานกับคนออสซี่ เมก็เลยมีสิทธิ์สมัครวีซ่าติดตามแม่ด้วย ก็เลยสมัครไป และพออีก 1-2 ปีต่อมาก็ได้ PR ตามแม่

PR นี่ได้มาแบบคนอื่นอิจฉาอะค่ะ เพราะเมไม่ได้อยากอยู่ประเทศนี้ไปตลอดชีวิต ปากพูดตลอดว่าถ้าได้ citizenship เมื่อไหร่จะกลับไทยทันที แต่คนอื่นๆเค้าอยากได้ อยากอยู่ที่นี่กัน บอกว่าเมนี่โคตรโชคดีเลยที่ได้มันมาง่ายๆ แต่กลับไม่ใช้มันให้เกิดประโยชน์ (เหมือนเวลาบอกใครว่าเป็น PR นี่โดนด่าว่าโง่กลับมาตลอดเลยค่ะ ฮ่าๆๆ) แถมบอกคนที่อยากได้อีกนะ ว่าถ้าขายให้ได้นี่จะขายให้ละ ฮ่าๆๆ

และถ้าใครเป็น PR หรือ citizen ที่ออสเตรเลียนี่จะรู้เลยว่าตัวเองเนื้อหอมมาก มีแต่คนมาขอแต่งงาน นี่ก็มีมาขอเยอะเลยค่ะ แต่อัพค่าตัวเยอะเกิน ไม่ถึงแสนไม่แต่ง ก็เลยขึ้นคานมาจนถึง ณ บัดนี้ ฮ่าๆๆ

Q: อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เมตัดสินใจไม่คิดจะอยู่ต่อที่ประเทศออสเตรเลีย ทั้งๆที่ตนเองก็ได้ PR แล้ว

เมรู้สึกว่าเมอยู่มา 4-5 ปี และพยายามค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร อยากทำอะไร แต่สิ่งที่เมอยากทำจริงๆ มันต้องใช้เวลาหรือไม่มันก็ต้องใช้เงินมาก และมันไม่ได้ทำให้ชีวิตพัฒนาไปในทางที่เมต้องการ

ความอดทนมันก็หมดลงไปทุกวัน และความรู้สึกโหวงๆ มันเกิดขึ้นบ่อยมากจนเมไม่ทำอะไรกับมันไม่ได้แล้วอะค่ะ และเมก็เบื่อที่ชีวิตมันไม่ไปทางไหนสักที ก็เลยลองเชื่อความรู้สึกตัวเองดู กลับไทยไปตั้งหลักก่อนดีกว่า ไม่งั้นคงเครียดจนชีวิตแย่กว่านี้แน่ๆ แต่พอกลับไทยไป ชีวิตกลับลิขิตให้ได้ไปอินเดียซะงั้นค่ะ

Q: ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าทำไมถึงต้องเรียนต่อประเทศอินเดีย

คือเมมีเพื่อนชวนไปงานแต่งงานที่อินเดีย ตอนแรกก็สองจิตสองใจว่าจะไปดีมั้ย เพราะเมก็ไม่เคยไปอินเดียมาก่อน แถมอยู่ที่ออสเตรเลียก็ไม่ค่อยจะประทับใจพี่แขกสักเท่าไหร่ แต่ก็เอาวะ! เพื่อนแต่งงานทั้งที ก็เลยลองไปดู

ปรากฎว่าไปแล้วประทับใจในวัฒนธรรมมากกกกกก แต่งงานกันทีปาร์ตี้ 3-4 วัน แขกมากันเป็นพันคน เมนี่ทึ่งไปเลย อยู่ไทยไม่เคยไปงานแต่งที่ไหนอลังการ ยาวนาน และคนเยอะขนาดนี้ และพอเดินเที่ยวในเมืองก็รู้สึกมันเรียลดี มีความแตกต่างระหว่างหลายๆอย่างแบบเห็นได้ชัด แต่ทุกอย่างมันเป็นของมันแบบนั้นโดยที่ไม่เฟคเลย คือมันไม่ใช่แบบ เฮ้ย! นี่โซนนักท่องเที่ยว ต้องสะอาดหน่อย ต้องมีระเบียบหน่อย แต่กลับกลายเป็นจะสกปรก จะเละ ชั้นก็อยู่ได้อะ คือเมได้อารมณ์ประมาณนั้น ก็เลยรู้สึกไม่ต้องแอ๊บดีมั้ง ก็เลยประทับใจมาก ตั้งใจว่าต้องกลับไปอีกให้ได้

Q: แล้วไปๆมาๆ…กลายเป็นนักเรียนทุนในอินเดียได้ยังไง

พอกลับจากทริปนั้น เป็นช่วงที่ทุนรัฐบาลอินเดีย ICCR เปิดรับสมัครพอดี ก็เลยลองดู แล้วก็ไปสอบข้อเขียนภาษาอังกฤษ สอบสัมภาษณ์ และรอผลอยู่ 2-3 เดือน จนรู้ผลเดือนกรกฎาคมและก็รีบไปเลย เพราะเปิดเทอมเดือนสิงหาคม

สำหรับใครที่สนใจทุนนี้ จะสมัครได้อีกครั้งหนึ่งปลายปีนี้ไม่ก็ต้นปีหน้าเลย แต่เตรียมตัวเนิ่นๆไว้ก่อนจะดีมากค่ะ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรีวิวที่เมเขียนไว้ในเพจ “MeNy Journey ซำบายดีอยู่ที่เดลี” ตามลิงก์นี้ได้เลยค่ะ: https://www.facebook.com/334430863584637/photos/?tab=album&album_id=451309695230086

Q: ชีวิตการเรียนที่อินเดียต่างจากที่ไทยและออสเตรเลียยังไงบ้าง เมชอบการเรียนประเทศไหนมากที่สุด

ต่างกันค่อนข้างมากเลยค่ะ เมเจอ culture shock เรื่องการเรียนจากทั้งสองประเทศเลย!

ออสเตรเลีย:
เมอึ้งไปกับการที่นักเรียนเรียกชื่ออาจารย์อย่างกะเรียกเพื่อนเลย แถมเถียงอาจารย์ฉอดๆๆ บางคนแทบจะสอนแทนอาจารย์ด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นเรื่องปกติของที่นั่น เพราะเค้ามีพื้นฐานของการยอมรับความคิดเห็นของทุกคน

ไม่เหมือนที่ไทยที่เราถูกสอนกันมาว่าต้องมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ ห้ามเถียงผู้ใหญ่เด็ดขาด ใครเถียงคือเป็นเด็กไม่สุภาพ แถมอาจถูกลงโทษด้วย บรรยากาศในห้องเรียนเลยเต็มไปด้วยความเงียบ และเด็กก็แสดงความคิดเห็นไม่เป็นกัน

การเรียนที่ออสเตรเลียเลยสอนให้เมรู้จักคิดและแสดงความคิดเห็นตัวเองให้เป็น ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกันค่ะ

อินเดีย:
เมก็ยังรู้สึกช็อคกับบางเรื่องค่ะ เช่น อาจารย์สอนไปสอนมาแล้วก็สอนเป็นภาษาฮินดีเฉย กำหนดส่งงานหรือแม้กระทั่งวันสอบก็เลื่อนไปเลื่อนมาได้ ข้อสอบก็เน้นความจำซะส่วนใหญ่ รวมไปถึงวิธีการสอนที่เมรู้สึกว่ายังค่อนข้างโบราณมาก อาจารย์แทบจะไม่ใช่สื่อในการสอนเลย พูดให้เราฟังซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมันทำให้เมง่วงมากในตอนแรกๆ แต่ตอนนี้ทำใจได้แล้วค่ะ

ถ้าถามว่าชอบประเทศไหนมากที่สุด ก็คงต้องตอบว่าออสเตรเลียแหละค่ะ เพราะรู้สึกเหมือนเราเรียนแล้วเราได้ใช้เลยทันที ไม่เน้นท่องเหมือนที่ไทย ไม่เน้นความจำเหมือนที่อินเดีย แต่เน้นการนำไปใช้มากกว่า ช่วยพัฒนาความคิดดีค่ะ

Q: ชีวิตในอินเดีย… เคยเจออะไรพีคๆมาบ้าง

ที่พีคสุดตั้งแต่อยู่มาก็คงเป็นช่วงนี้พอดีเลยค่ะ ที่มหาลัยกำลังประท้วงกันอย่างดุเดือดเลย คือต้องเท้าความก่อนว่า JNU เป็นมหาลัยที่ขึ้นชื่อด้านการเมืองและการประท้วงของนักศึกษาอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันดุเดือดมากเพราะมีหลายประเด็นผสมโรงกัน ตั้งแต่การบังคับให้นักศึกษาต้องเซ็นชื่อเข้าเรียน จากนั้นก็ขึ้นค่าอาหารที่หอ และล่าสุดมีอาจารย์คนหนึ่งโดนฟ้องว่าละเมิดทางเพศนักศึกษา 9 คน แต่กลับไม่ถูกจับ และพอถูกจับก็ถูกปล่อยตัวออกมาภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แล้วเรื่องพวกนี้เค้าก็เอามาเป็นประเด็นประท้วงกันได้หมดเลย แถมลากยาวไปถึงเรื่องเก่าๆด้วย จากแค่นักศึกษาชุมนุมกัน ปิดถนน ไปจนสไตรค์ ปิดตึกไม่ให้เข้าห้องเรียน จนตอนนี้อาจารย์เองก็ประท้วงกับเค้าด้วยค่ะ คือเทอมนี้แทบจะไม่ได้เรียนเลย และอีกเดือนเดียวก็จะปิดเทอมแล้ว หลายคนก็เลยเครียด กลัวอ่านหนังสือไม่ทัน กลัวไม่ได้สอบ กลัวไม่จบ ฯลฯ

ส่วนนักศึกษาต่างชาติก็กลัวไปถึงจะต่อวีซ่าไม่ได้ อาจต้องกลับประเทศ เป็นไฟลามทุ่งไปหมดแล้วค่ะตอนนี้ เมไม่ได้กลัวถึงขั้นนั้นนะคะ แต่รำคาญมากกว่า ถึงขั้นอยากย้ายมหาลัยเลย แต่เพื่อนบอกว่า ไม่ได้ อย่าย้าย! เรียนที่นั่นแหละ จบมาจะได้มีเรื่องเล่าเยอะดี ฮ่าๆๆ เชื่อเพื่อนค่ะ เลยอยู่ต่อ มันก็ถือว่าเป็นการมาเรียนรู้วัฒนธรรมอย่างหนึ่งเหมือนกันนะคะ

Q: การมาอินเดียครั้งนี้มันทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไงบ้าง

การมาครั้งนี้เรามาอยู่จริงๆ ไม่ได้มาเที่ยวเหมือนตอนที่มาครั้งแรก ก็เลยต้องปรับตัวให้ได้ค่ะ โดนโกง น้ำไม่ไหล ไฟดับ นี่เป็นเรื่องที่ต้องอยู่กับมันให้ได้ ความอดทนเมสูงขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ เพราะถ้าไม่อดทนนี่เป็นบ้าแน่ๆ แต่ถ้าทนไม่ไหวจริงๆก็เหวี่ยงไปเลยค่ะ

คนอินเดียเค้าไม่เก็บมาโกรธข้ามวันข้ามคืนนะ เถียงกันเสร็จก็จบกันไป เราเองก็เลยต้องเป็นแบบนั้นให้ได้เหมือนกัน คือต้องจบและกลับมาโอเคให้เร็วที่สุด เพราะมีเรื่องให้เซ็งรอเราอยู่อีกเยอะค่ะ ฮ่าๆๆ

Q: ชอบหรือไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่อินเดีย

เอาที่ไม่ชอบก่อนเลยละกันนะคะ

  1. การทิ้งขยะเรี่ยราด บางทีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ก็มีแต่เศษขยะเต็มไปหมด ขนาดในป่ายังเป็นกองๆ ตามที่อยู่อาศัยนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ
  2. การขับรถ ถึงเมมีรถ เมก็คงไม่ยอมขับบนถนนที่นี่แน่ๆ สงสารรถค่ะ ต้องมีโดนข่วน โดนชนแน่นอน เพราะไม่เข้าใจว่าการบีบแตรของพี่แขกนี่หมายถึงอะไร เฮ้ย! แกไปก่อน หรือฉันไปก่อน หรือบีบทักทายเฉยๆ เมยังเคยคิดเลยว่าถ้าให้คนออสซี่มาขับรถที่นี่คงสบถไปตลอดทางแน่ๆ เพราะการขับรถที่อินเดียกับที่ออสเตรเลียนี่คนละเรื่องเลย
  3. ขอทาน เห็นแล้วก็สงสารค่ะ มันเยอะมาก แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ และก็รู้ว่ามันคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนาน หากอินเดียยังคงมีเรื่องชนชั้นวรรณะ และรัฐบาลไม่พยายามจะช่วยอะไรคนพวกนี้เลย

ส่วนที่ชอบก็คือ

    1. ความไม่เฟค มันทำให้เราเห็นสัจธรรมชีวิตได้ง่ายดีค่ะ แต่มันก็มีความซับซ้อนของมันที่บางทีเราพยายามเข้าใจยังไงมันก็ไม่เข้าใจ เลยสอนให้เราปลงได้ด้วย
    2. ภาษา ที่อินเดียมีภาษาอยู่ประมาณ 2,000 ภาษา คนมีการศึกษาที่นี่พูดได้อย่างน้อยสองภาษาค่ะ ภาษาแม่ตัวเองและภาษาอังกฤษ แถมสลับภาษาระหว่างประโยคได้ลื่นปรื๊ด! อังกฤษคำ ฮินดีคำ เป็นเรื่องปกติ ยิ่งเมมาเรียนภาษาศาสตร์แล้วเห็นคนพูดแบบนี้แล้วยิ่งชอบเลย คือที่เมืองไทยใครพูดไทยคำอังกฤษคำอาจจะโดนด่าว่า “ฟังมิรู้ความ” หรือ “ดัดจริต” แต่ที่นี่เป็นเรื่องปกติค่ะ
    3. สถานที่ท่องเที่ยว อินเดียมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายมาก และสำหรับเม มันมีความ East Meets West ดีอะค่ะ สถานที่ก่อสร้างแบบตะวันตก แต่ผู้คนและความเป็นอยู่แบบตะวันออก มันผสมผสานกันและกลายเป็นเสน่ห์ตามสโลแกน Incredible India! จริงๆ และมันทำให้เราตกหลุมรักได้ไม่ยาก ใครอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง ต้องมาดูด้วยตาตัวเองค่ะ

Q: มีอะไรอยากจะบอกกับคนไทยที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ PR/citizenship ในต่างประเทศ ทั้งๆที่ยังมองไม่เห็นอนาคตของตนเองในประเทศนั้นๆไม่ชัดเจน

จากที่เมได้เจอมาในออสเตรเลีย คนที่อยากได้ PR หรือ citizenship ต่างหวังว่าชีวิตตัวเองจะดีขึ้น เพราะจะได้สวัสดิการต่างๆ และจะได้มีโอกาสหางานดีๆ สูงขึ้นด้วย จึงพยายามทุกอย่าง ทั้งจ้างแต่งงานหลอกๆเอย (หรือที่แย่กว่าคือไปหลอกให้เค้ารัก จะได้มาแต่งงานกับตัวเอง) จ้างเจ้านายให้สปอนเซอร์ตัวเองเอย (หรือกลับกันคือโดนเจ้านายหลอกว่าจะสปอนเซอร์ให้ แต่กลับโดนโขกสับซะงั้น) ฯลฯ

เมว่าสำหรับคนที่มองเห็นอนาคตของตัวเองชัดเจน และมั่นใจว่าตัวเองพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่จะตามมา การได้เป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆ มันก็คุ้มนะคะ เราจะได้อยู่ในประเทศนั้นอย่างภาคภูมิใจและมีสิทธิ์มีเสียงของตัวเอง

แต่สำหรับคนที่ไม่เห็นอนาคตตัวเองในประเทศนั้นๆ เช่นกรณีเมเอง การเสียเงินและเสียเวลารอคอยให้ได้มันมา เมว่ามันไม่คุ้มเลยค่ะ และถ้าไม่ศึกษาข้อมูลมาให้ดีๆ โอกาสที่จะถูกหลอกสูงมาก ยิ่งทำอะไรหลอกๆ ยิ่งโดนเสี่ยงที่จะโดนจับด้วย ก็อย่างที่เราเห็นกันในข่าวอยู่บ่อยๆนั่นแหละค่ะ

แต่เอาจริงๆ ชีวิตคนเราไม่มีใครมั่นใจในอนาคตได้ 100% หรอกค่ะ หากตอนนี้เรามั่นใจว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ก็ลุยเลยค่า แต่หากรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็อย่าฝืนดีกว่า ชีวิตมีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ

Q: เห็นเมออกหนังสือของตัวเองมาด้วย

ใช่ค่ะ เมมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนหลังจากกลับจากออสเตรเลียแล้วชื่อ “ซิดนีย์มีเรื่องเล่า” เป็น e-book ที่เมเล่าประสบการณ์ของตัวเองในซิดนีย์ รวมทั้งสัมภาษณ์คนรู้จักที่เมเจอที่นั่น เพื่อให้คนที่กำลังจะไปซิดนีย์ตัดสินใจดูว่าจะไปดีมั้ย และก็จะช่วยตอบคำถามข้อข้างบนได้ดีขึ้นด้วยค่ะ

หาซื้ออ่านกันได้ที่ ookbee.com และ mebmarket.com นะคะ

ซิดนีย์มีเรื่องเล่า

Q: อื่นๆที่อยากฝากไว้กับคนไทยด้วยกัน

อยากให้พยายามหาโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศให้ได้ หรือไปใช้ชีวิตอยู่สักพักจะยิ่งดีมากเลยค่ะ (จะอยู่ต่อมั้ยไว้ว่ากันอีกที) เพราะมันจะทำให้การมองโลกเรากว้างขึ้นมาก รวมไปถึงเข้าใจและเห็นใจคนอื่นมากขึ้นด้วยค่ะ

ส่วนคนที่อยู่ต่างประเทศอยู่แล้ว ก็ขอให้มีความสุขกับประเทศนั้นๆ เรียนรู้จากมันให้มากที่สุดค่ะ

Facebook Comments