ฝน จากเคยคิดว่า “ยังไงก็ไม่ได้ทุน” สู่ เด็กทุน Erasmus mundus ในฟินแลนด์

0
2369
ฝน จากเคยคิดว่า “ยังไงก็ไม่ได้ทุน” สู่ เด็กทุน Erasmus mundus ในฟินแลนด์

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ เราชื่อ พรเพ็ญ ทองสอาด ชื่อเล่น ฝน ปัจจุบันทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง เราเพิ่งเรียนจบปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เดือนพฤษภาคม ปี 2560

ก่อนที่เราจะจบปริญญาโท เรามีโอกาสได้รับทุน Erasmus mundus ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ณ ประเทศฟินแลนด์

Q: ทำยังไงถึงได้ทุน Erasmus mundus อ่ะคะ ฝากทิปไว้ให้น้องๆหน่อยได้มั๊ยคะ

กว่าจะได้ทุน Erasmus mundus ก็ต้องใช้ความกล้าที่จะลองคะ ใช้ความอดทนในการเตรียมตัวหลายๆ อย่าง ทั้งการสอบภาษา การเตรียมเอกสาร คือต้องพร้อมในหลายๆ ด้านมาก ก่อนหน้านั้นเราก็จะมีการเรียนพิเศษเกี่ยวกับภาษาอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว

ก่อนที่เราจะกล้าลองส่งใบสมัครไปนั้นก็ตัดสินใจอยู่นาน เพราะคิดว่ายังไงตัวเองก็คงไม่ได้ แถมเอกสารก็มีหลายอย่างที่ต้องเตรียม (เพราะช่วงนั้นเราทำ Lab และก็เตรียมทำเล่มสอบ thesis ด้วยจึงวุ่นวายมาก) เราไม่มีทั้งคะแนนภาษาอังกฤษ ไม่มีพาสปอร์ต และเอกสารหลายๆ อย่างที่ต้องใช้เวลาในการเตรียมทีละสเต็ป

ช่วงแรกๆ นี่ท้อไปเลย และก็ถอดใจว่าจะไม่ส่งแล้ว แต่มีรุ่นพี่ที่สนิทกันมาบิ้ว บอกให้ลองส่งไปก่อน จะได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที เราก็เลยเริ่มฮึดขึ้นมาอีกครั้ง ค่อยๆ ทำไปทีละอย่าง ก็สามารถส่งทันก่อนวันที่ทุนจะปิดรับสมัคร

แต่ที่ได้ทุนมันเป็นผลที่มาจากการกระทำของเรา…ที่เราตั้งใจที่จะทำมันน่ะค่ะ

Q: ทำไมถึงต้องเป็น “ประเทศฟินแลนด์”

จุดเริ่มต้นในการเลือกประเทศนั้น ก่อนหน้านี้เราก็ไม่รู้หรือไม่ได้มีเป้าหมายเลยคะว่าจะไปประเทศไหนตอนก่อนขอทุน ซึ่งทางทุน Erasmus mundus จะกำหนดมาอยู่ก่อนแล้วว่าจะต้องเป็นประเทศในแถบยุโรป และประกอบกับได้มีโอกาสรับฟังเรื่องราวของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ ท่านบอกว่าเคยเดินทางไปเที่ยวในหลายๆ ประเทศ และในแต่ละประเทศก็จะเจอปัญหาต่างๆ ในระหว่างการเดินทาง ท่านจึงยกตัวอย่างให้ฟัง และหนึ่งในประเทศเหล่านั้นก็คือประเทศฟินแลนด์ ที่ท่านชื่นชมกับคนในฟินแลนด์เป็นอย่างมาก ท่านบอกว่าคนฟินแลนด์นิสัยดี ชอบช่วยเหลือ มีความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาก

เราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเราไปก็คงจะไม่น่ากลัวมากนัก เค้าน่าจะยินดีต้อนรับและช่วยเหลือเราได้ ถ้าเราเดือดร้อน หลังจากตั้งใจอย่างนั้น ก็มีการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนี้มากขึ้น แล้วก็พบว่า ฟินแลนด์เป็นประเทศที่สงบ เพราะประชากรของเค้ามีไม่มาก เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยจากอาชญกรรมสูง แถมการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ยังเป็นระบบการศึกษาที่จัดอยู่ในระบบการศึกษาที่ดีเป็นอันดับหนึ่งของโลกอีกด้วย แค่ดูจากสภาพแวดล้อมและคนภายในประเทศก็ทำให้เราอยากไปลองสัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมแล้ว

นอกจากนั้นเรายังพบว่าประเทศฟินแลนด์เป็นต้นกำเนิดของการ์ตูนมูมิน ซึ่งก็เป็นตัวการ์ตูนที่เราชอบมาตั้งแต่เด็ก และยังเป็นประเทศต้นกำเนิดของ Santa Claus อีกด้วย แค่นี้ก็ทำให้เราตัดสินใจได้ไม่ยากแล้วคะ ที่จะเลือกประเทศฟินแลนด์ เป็นประเทศอันดับแรกๆ ของการไปศึกษาและสัมผัสกับการใช้ชีวิตที่นั่น

Q: เราพูดภาษา Finnish ไม่ได้…วัฒนธรรมไทยก็ต่างกันมาก เราเจออุปสรรคการใช้ชีวิตอะไรมาบ้างคะ

ถ้าพูดถึงอุปสรรคทางด้านภาษา Finnish นี่พบไม่บ่อยนักกับการใช้ชีวิตในประเทศฟินแลนด์ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน แม้แต่พนักงานขายสินค้าในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งอยู่ในเมืองที่ห่างไกลออกไป ก็ยังสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้หมด ซึ่งหน้าทึ่งมากๆ หรือจะถือได้ว่าคนที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษกันได้อย่างคล่องแคล่วเลย จะมีก็แต่บางคนที่มีอายุมากแล้ว ที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ซึ่งก็เป็นส่วนน้อยมาก

สำหรับด้านวัฒนธรรมที่แตกต่างกันนั้น หลักๆ ก็จะเป็นด้านอาหารที่ช่วงแรกๆ ของการใช้ชีวิตที่นี่ จะไม่ค่อยเจริญอาหารกับการรับประทานข้าวที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ เนื่องจากเราไม่ชอบทานขนมปังอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ชินกับสปาเก็ตตี้กับซอสแปลกๆ และพวกมันบด ซึ่งก็ต้องปรับตัวมากอยู่เหมือนกันคะ และก็ต้องหันมาทำอาหารทานเองมากขึ้น แต่โชคดีที่เมืองนี้มีร้านขายอาหารไทย และร้านขายเครื่องปรุงหรืออาหารแห้งต่างๆ ที่นำเข้าจากเมืองไทย จึงทำให้ชีวิตช่วงหลังๆ ดีขึ้น

เนื่องจากจะหิ้วท้องไปฝากไว้กับร้านอาหารไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่พักหลังๆ skill การทานขนมปังก็พัฒนาขึ้นจนชอบไปในที่สุด สามารถทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารของมหาลัยได้อย่างมีความสุข จนเจริญอาหารถึงขั้นน้ำหนักขึ้นกันเลย

Q: เจออะไรพีคๆในฟินแลนด์มาบ้าง

สิ่งที่พีคที่สุด ก็คงเป็นก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าสู่สนามบินเมือง Kuopio ซึ่งเราไม่ได้ทราบหรือหาข้อมูลมาก่อนล่วงหน้าเลยว่าสนามบินแห่งนี้ไม่ได้เปิดให้ใช้บริการตลอด 24 ชม. และเราก็นัดให้ student tutor ที่มีหน้าที่ดูแลเรามารับเราในตอนเช้า แต่เครื่องที่เรานั่งไปนั้น จอดถึงสนามบินตอนเที่ยงคืน และทางสนามบินก็ไม่อนุญาตให้เรารอคนมารับภายในสนามบินได้

โชคยังดีที่เราเจอกับกัปตันของสายการบินที่เรานั่งมาลงที่เมืองนี้ กัปตันช่วยเหลือเราทุกอย่าง พาเรานั่งรถแท๊กซี่เข้าไปในเมือง เพื่อหวังให้เราไปรอคนมารับที่หน้าล๊อปบี้ของโรงแรมในตัวเมืองนั้น แต่โชคก็ยังไม่เข้าอยู่ดี เนื่องจากทางโรงแรมไม่อนุญาตให้มีการนั่งพักเพื่อรอคนมารับที่หน้าล็อปบี้จนถึงตอนเช้า

กัปตันจึงตัดสินใจเปิดห้องพัก และจ่ายค่าห้องพักให้เรานอนที่โรงแรมนั้นหนึ่งคืน เพื่อรอคนมารับในตอนเช้า และช่วยเหลือโดยการติดต่อผู้ดูแลเราที่นั่นให้ด้วย

และสิ่งที่พีค สุดๆ อีกอย่างหนึ่งก็เห็นจะเป็นแสงเหนือ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าในชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เห็นกับตาตัวเอง เพราะจากข้อมูลที่หาไปนั้น จะบอกว่าแสงเหนือส่วนใหญ่จะเกิดในแถบทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเมืองที่เราไปอยู่จะอยู่ในแถบฝั่งตะวันออก

โดยวันนั้นที่เกิดแสงเหนือเด็กทุกคนในบริเวณหอพัก ตื่นเต้นมากๆ บางคนถึงขั้นแต่งตัวใส่ชุดกันหนาวแล้วออกเดินเข้าไปในป่าหลังหอพักเลย เพราะแสงเหนือส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณนั้น บอกได้เลยว่ามันสวยงามมากจริงๆ คะ

Q: มีวัฒนธรรมดีๆอะไรบ้าง ของคนฟินแลนด์ที่อยากแนะนำให้คนไทย

คนฟินแลนด์นั้นจะมีนิสัยคล้ายๆ คนไทย ยิ้มง่าย ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
อย่างเช่น กัปตัน ที่ช่วยเราไว้ในวันแรกที่มาถึง หรือแม้แต่ student tutor (ซึ่งก็คือนักเรียนที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เราจะไปเรียนนี่แหละ ที่มาเป็นอาสาสมัคร คอยช่วยเหลือ ดูแลนักเรียนต่างชาติ) ที่จะคอยดูแลเราในช่วงแรกๆ ที่ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้การเรียนที่นี่ อาจารย์ทุกท่านที่สอนจะมีสไตล์การสอนที่คล้ายๆกัน คือ ไม่ว่าท่านจะรู้อะไร ท่านจะให้ทุกอย่างที่มีกับนักเรียนทุกคนอย่างกระตือรือร้น

ฟินแลนด์จะให้ความสำคัญกับระบบสวัดิการของคนภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก คนพิการ คนท้อง และคนชรา ที่นี่มีการดูแล และมีสิ่งอำนวยความสะดวก สวัดิการให้กับประชากรของเค้าค่อนข้างดีมาก ยกตัวอย่างเรื่องที่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้ามองดูแล้วมันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ที่บ้านเราควรเอาเป็นแบบอย่าง เช่น รถบัสทุกคันจะสามารถจอดโดยให้ตัวรถเทียบขนานไปกับขอบฟุตบาทของถนน เพื่อความสะดวกในการก้าวขาขึ้นของผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และคนพิการที่ต้องนั่งบนรถเข็น หรือแม้กระทั่งคุณแม่ที่มีรถเข็นเด็กอ่อน และรถบัสทุกคันจะให้บริการฟรี กับผู้สูงอายุ คนท้อง คนพิการ อีกด้วย

Q: อยากให้ฝนแชร์ประสบการณ์ที่ว่า “หากอยู่ไทย…ไม่มีได้ทำแน่ๆ”

“การเข้าห้องอบซาวน่า แล้ววิ่งออกมาเล่นหิมะ” เป็นอะไรที่สนุกมากๆ เพราะปกติแค่เจอหิมะ ก็หนาวจนไม่อยากขยับไปไหนแล้ว แต่พอเราเข้าไปอยู่ในห้องซาวน่าที่อุณหภูมิร้อนๆ แล้ววิ่งออกไปเล่นหิมะนอกบ้านด้วยเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น (ซึ่งบางคนใส่เฉพาะชุดว่ายน้ำหรือชุดชั้นในเท่านั้น หรือบางคนนี่แก้หมดเลย ไม่เหลือเสื้อผ้าติดตัวก็มี) แล้วไปนอนบนกองหิมะเย็นๆ ได้เป็นเวลานานๆ

เป็นกิจกรรมที่สนุก และตื่นเต้นสุดๆ คนที่นี่มีกิจกรรมมากมายเมื่อฤดูของหิมะมาถึง เช่น การขับรถลงไปในทะเลสาบที่แข็งตัวจนเป็นน้ำแข็งไปหมดทั้งทะเลสาบ หรือการเล่นสกีบนกองหิมะคะ เราแนะนำให้ลอง มันสนุกมากจริงๆ

Q: ฝนภูมิใจอะไรตัวเองมากที่สุดในชีวิต

ก่อนเรามาฟินแลนด์ ก็เหมือนๆ กับคนอื่นทั่วไปที่อยากไปเปิดโลก ในต่างประเทศ มีแต่ความอยากเต็มไปหมด ไม่ได้คิดเลยว่าจะเจออะไร กับการเดินทาง หรือเรื่องเรียนบ้างนะ จนมาเริ่มเข้าชั้นเรียน มีการลงทะเบียน เจอเพื่อนๆ ในห้อง แล้วก็รู้สึกว่า ทำไมภาษาตัวเองถึงอ่อนขนาดนี้

ตอนนั้นก็คิดไปต่างๆ นานาว่า เราจะเรียนรอดมั๊ย ยิ่งบางวิชามีการแบ่งกลุ่ม ทำรายงานบ้าง ทำ Lab บ้าง คือรู้สึกแย่กับตัวเองสุดๆ ว่าเราจะทำไม่ได้ เราจะเขียนอะไรลงในกระดาษคำตอบตอนเข้าห้องสอบ เราจะทำให้เพื่อนลำบากมั๊ยถ้ามีเราอยู่ในกลุ่ม จำได้ว่านั่งร้องไห้จนหลับไปในเย็นวันหนึ่ง พอตื่นขึ้นมาก็นั่งร้องไห้ตั้งแต่เช้าจนเที่ยงถึงบ่าย คิดวนอยู่ในหัว ว่าตัวเองดิ้นรนมาทำอะไรที่นี่ ต่อว่าตัวเองสารพัดว่าสมน้ำหน้า ไม่เชื่อคำเตือนของคนอื่นตั้งแต่แรก ว่าให้คิดดีๆ จะอยู่ได้มั๊ย จะเรียนได้มั๊ย จุดนั้นนี่อยากจะกลับบ้านแล้วทิ้งทุกอย่างไว้ที่นั่นเลย

แต่สุดท้าย ก็ได้แค่ร้องไห้ แล้วกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง บอกกับตัวเองว่าให้ลองก่อน ถ้าทำแล้วไม่ไหวค่อยว่ากันใหม่ ให้ค่อยๆ ทำไปทีละอย่าง เดียวเราก็จะผ่านไปได้ “แค่นี้ไม่ตายหรอก”

และก็โชคยังดี ที่เราได้เพื่อนที่ดี เพื่อนๆ จะคอยช่วยเหลือตลอด ถ้าเราไม่เข้าใจตรงส่วนไหน เพื่อนก็ยินดีและรีบช่วยเหลือทุกอย่าง บางครั้งถึงขั้นจดเลคเชอร์ในห้องไม่ทัน เพื่อนก็จะให้เอาของเค้ามาอ่าน และแล้วเราก็ผ่านมันมาได้จริงๆ คะ จึงภูมิใจทุกๆอย่าง ทั้งของความพยายามของตนเองที่สามารถอดทน ปรับตัว พยายามเรียนรู้ เอาตัวรอด และภูมิใจที่ได้เพื่อนที่ดีมากๆ และทำให้เราผ่านมันมาได้ในทุกๆ เรื่องคะ

Q: ชอบหรือไม่ชอบอะไรเกี่ยวฟินแลนด์

ถ้าความชอบที่ประทับใจเกี่ยวกับฟินแลนด์เลยคือ

  • สภาพแวดล้อมของที่นี่จะสงบ ผู้คนอัธยาศัยดี เหมาะแก่การมาเรียนและน่าอยู่มากๆ
  • การจราจรของที่นี่ก็เป็นระบบ เป็นระเบียบ ง่ายต่อการเดินทาง
  • ความสวยงามของหิมะที่ตก มันสวยงามมาก มองไปทางไหนก็เป็นสีขาวไปหมด จำได้ว่า ในแต่ละวันของการตื่นนอน จะชอบชะโงกหน้าไปดูตรงหน้าต่างห้องนอนในทุกๆ เช้า ว่าวันนี้หิมะจะตกหรือยัง หรือว่าตกมากน้อยแค่ไหนแล้ว

แต่ท่ามกลางความสวยงามก็เต็มไปด้วยความทรมานเช่นเดียวกัน นี่ก็อาจจะเรียกได้ว่าสิ่งที่ไม่ชอบก็ได้

  • มันหนาวมาก (ก.ไก่ ล้านตัว) ยิ่งช่วงที่ติดลบมากๆ เครื่อง heater ในห้องแทบจะเอาไม่อยู่เลยทีเดียว บางวันวัดได้ถึง -40 องศาเซลเซียส
  • ช่วงฤดูหนาว ความมืดมิดก็จะปกคลุมยาวนานขึ้น วันๆ หนึ่งเจอแสงอาทิตย์ประมาณ 3-4 ชั่วโมงได้

Q: Quote อะไรที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

“Life always offers you a second chance. It is called tomorrow” ทุกคนมีโอกาสเท่าๆ กันคะ เพียงแค่อย่าละทิ้งความพยายาม ถ้าวันนี้เราทำไม่ได้ เดี๋ยวพุ่งนี้เราก็ต้องทำได้ พยายามอดทน ทำต่อๆ ไป สักวันเราจะทำได้และภูมิใจกับมัน “ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ”

Q: ฝากอะไรกับน้องๆที่อยากเจริญรอยตามฝน

เราอยากบอกกับน้องๆ ว่า ถ้าเรามีเป้าหมาย ขอให้ทำมัน กล้าที่จะลอง กล้าที่จะออกจากกรอบ และเตรียมความพร้อมของตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดรอรับโอกาสที่กำลังจะมาถึงในวันข้างหน้า ก็เหมือนกับคำที่เราเคยได้ยินกันมานานแล้วว่า “เพราะโอกาสมีไว้สำหรับคนที่พร้อมเท่านั้น” ถึงจะเป็นประโยคธรรมดาที่ฟังแล้วผ่านๆ หูไป แต่จะบอกเลยว่า มันคือความจริงคะ

Facebook Comments