นัท จาก “งานฉาบปูน” สู่ “งานวิศวกร” และ “เจ้าของธุรกิจ” ในอเมริกา

0
2806
นัท จาก “งานฉาบปูน” สู่ “งานวิศวกร” และ “เจ้าของธุรกิจ” ในอเมริกา

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อนัท ณัฐพล เผ่าอินจันทร์ ตอนนี้เป็น Civil Computer-Aided Engineering Technical Solution Team Leader ให้บริษัท Dow Chemical ที่ Houston, Texas ครับ หลักๆคือ เป็นคนดูแลและควบคุม technology ที่ แผนกโยธาของ Dow Chemical ทั่วโลก ดูว่าเราจะปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพตรงส่วนไหนของแผนกจาก Technology ได้บ้าง

ก่อนจะมาถึงตำแหน่งปัจจุบัน เคยเป็น structural engineer, civil lead จนถึง program lead จบการศึกษามัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และมาต่อปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิศวกรโยธา มาต่อปริญญาโทวิศวกรโครงสร้างที่ North Carolina State University หลังจากจบก็เริ่มทำงาน และมีความสนใจทางด้านธุรกิจ เลยไปเรียนต่อ MBA อีกหนึ่งปริญญา จาก Texas A&M University at Commerce ครับ

Q: กว่าพี่นัท จะมาอยู่ ณ จุดนี้ได้…ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง

กว่าจะมาถึงงานปัจจุบันก็ทำงานมาเยอะและหลากหลายพอสมควร จากนักเรียนเรียนภาษา มาถึงนักศึกษาปริญญาโท, ทำ intern มหาโหด, เป็น research assistance กับมหาลัย จนถึงงานแรก กับการออกแบบโครงสร้างของรถไฟลอยฟ้าของเมือง Dallas, Texas วิศวกรโครงสร้างออกแบบโครงสร้างต่างๆทั่ว USA ทั้งโรงเรียน, โรงพยาบาล, ศูนย์วัฒนธรรม, ตึกมหาลัยที่มีกล้องดูดาว แบบ full scale บนตึก, etc.

นอกจากเป็นวิศวกรแล้วยังมีโอกาสทำธุรกิจควบคู่ไปด้วยด้วยคือการได้เปิดร้านอาหาร ทำมาทุกอย่างในร้านตัวเองตั้งแต่เด็กเสริฟ, คนส่งอาหาร, แคชเชียร์, ล้างจาน, etc. จนทุกวันนี้มีบริษัทเล็กๆลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ Houston ครับ และมีมาครบทุก immigration status ตั้งแต่ วีซ่านักเรียน F1, internship CPT, วีซ่าฝึกงาน OPT, วีซ่าทำงาน H1B จนมาถึง permanent resident status Green Card ครับ

Q: มีทิปดีๆอะไรบ้างสำหรับคนไทยในการหางานในต่างประเทศ (รวมถึงคนไทยอีกหลายๆคนที่อยากมาทำงานในต่างประเทศ)

ให้เป็น 3 ข้อละกัน
1. Begin with the end in mind: อยากให้คนที่คิดจะหางานที่ USA มองตัวเองตั้งแต่เริ่มเรียนหรือเริ่มแผนที่จะมาเมืองนอกเลยว่าอยากทำอะไรหลังเรียนจบ มองให้ค่อนข้างขาดเลยว่าอยากทำอะไรกับบริษัทแบบไหน เราจะได้เริ่ม set goals วาง position กับตัวเองว่าระหว่างที่เรียนต้อง เสริมหรือสร้าง personal skills อะไรบ้าง ควรลง courseworks ตัวไหน ต้องพยายามหาที่ฝึกงานกับบริษัทอะไร เมื่อไหร่ ถ้ามีโอกาสหา profile ของคนที่ทำ position กับ บริษัทเดียวกับที่เราอยากทำมาดูเลย เราจะได้วางแผนได้ถูก ว่าเราจะมี profile หรือ skill เดียวกับเค้า หรือดีกว่าเค้ายังงัย

2. Working toward your goals every day: หลังจาก set goals แล้ว ให้เรา make sure ในทุกๆวัน ว่าเราเดินเข้าหาเป้าหมายของเรา จะมากจะน้อยก็ได้ อย่าใช้เวลาแต่ละวันโดยที่ไม่มีอะไรที่เราทำ ทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายของเราเลย ตอนช่วงที่ตัวเองเริ่มหางานช่วงใกล้จบปริญญาโท จำได้ว่า ใช้เวลาทุกวัน วันละ 2-3 ชม ในการหางาน, สมัครงาน ส่งใบสมัครไปทั้งหมดกว่า 200ที่นะครับ และติดตามผล สัมภาษณ์อยู่หลายครั้งจนคล่อง ทำแบบนั้นอยู่สามเดือนถึงได้ offer แรก

3. Failure is not an option เรียกว่าตั้งใจไว้เลยว่าจะไม่ยอมแพ้ จนกว่าจะได้งาน การสมัครงานสำหรับนักเรียนไทย หรือคนที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานในอเมริกาหรือที่ไทย ส่วนมากคงถูกปฏิเสธเยอะมากมากอยู่แล้ว สัมภาษณ์ครั้งแรกแรกยังไม่มีประสบการณ์ ยิ่งตื่นเต้นและพลาดได้ง่าย ต้องใช้ความพยายามและความอดทน มากขึ้นไปอีก แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ต้องมีสักวันที่เป็นวันของเรา

Q: พี่ Nate ภูมิใจอะไรตัวเองมากที่สุดในชีวิต

คิดว่าเป็นความตั้งใจและความพยายามของตัวเองนี่แหละครับ ตั้งแต่สอบเข้าสวนกุหลาบ มาจุฬา มาถึงอเมริกา ที่มาถึงจุดนี้ได้คิดว่าเป็นความพยายามและตั้งใจล้วนล้วนเลย

เวลาสอบ เพื่อนบางคนอ่านหนังสือรอบเดียวเข้าใจ เราต้องอ่านสองรอบ ทำ short note ด้วยถึงจะรู้เรื่อง อยากได้งานก็ยอมไปฝึกงานตัวไหม้เป็นเดือนเดือน อยากมีประสบการณ์ทำธุรกิจก็ลองเปิดร้านอาหารทำ 2 full time jobs ไปพร้อมกัน เสร็จงานวิศวกร กลับมาร้าน ทำงานในร้านและก็ขับรถส่งอาหารร้านตัวเองอีกอยู่ 2 ปี จนมาถึงมีบริษัทลงทุนด้านอสังหาก็เพราะพยายามมากและสนุกกับสิ่งที่ทำครับเลยมาถึงตรงนี้ได้ครับ

Q: เจอเรื่องอะไรพีคๆมาบ้างใน US

มีเยอะมากเลย แต่ที่พีคที่สุดคงเป็นเหตุการณ์ตอนที่ทำ Internship ครับ ได้งานเป็น highway inspection ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเลือกทำกัน เพราะต้องทำงานกลางแจ้งตากแดดร้อนร้อน 40 กว่าองศาทั้งวัน ตั้งแต่ตีสี่ ตีห้า จนห้าหกโมงเย็น ทำอยู่เดือนกว่าครับช่วงปิด Summer

จำได้ว่างานมันหนักมาก เทและฉาบปูน สร้างตัวอย่างทดสอบกำลังคอนกรีต ขุดดินเช็คความหนาแน่นของถนน เดินบนถนนสร้างใหม่ลากเครื่องมือตรวจความขรุขระถนนหนักหลายกิโลเป็นไมล์ๆทุกเช้า จบอาทิตย์แรกป่วยเลย ป่วยแบบลุกไม่ขึ้นเลยนะแต่โซคดีที่เป็นเสาร์อาทิตย์พอดี ป่วยตัองรีบหายเพื่อไปทำงานต่อวันจันทร์

ยังมีพีคกว่านี่ก็คือ มีอยู่วันนึงหัวหน้าสั่งให้ไป inspect งานเทปูนสะพาน ซึ่งเพราะอากาศตอนกลางวันมันร้อนมาก มากจนปูนเทกลางวันไม่ได้ ต้องไปเทปูนกลางคืน เราเลยต้องไปอยู่หน้างานตอนตีสาม แล้วทางที่จะไป site มันเป็นถนนที่กำลังสร้างไม่มีไฟถนน เราขับไปในความมืดแล้วอยู่อยู่ถนนก็ขาดไปต่อไม่ได้

ด้วยความกลัวว่าจะไปถึง site สาย เราเลยลงเดิน…แต่เพราะมันมืดมากมองไม่เห็นทาง เห็นแค่ site สะพานที่จะไปอยู่ข้างหน้าประมาณ 800 เมตร ขณะที่ก้าวเท้ามืดๆอยู่เราหล่นลงไปในหลุมโคลนเลย หายไปแบบว่าก้าวพลาดไปก้าวเดียวหล่นไปครึ่งตัว เรียกว่าเกือบตายเลยถ้าหลุมลึกกว่านี้ เราตะโกนเรียกคนช่วยก็ไม่มีคนได้ยิน โชคดีมากที่หลุมไม่ได้กว้างมากเราเลยค่อยๆคืบขึ้นมาได้ ไปถึง site คนงานหัวเราะกันใหญ่ ส่วน supervisor ตกใจมาก แกบอกว่ามันตายได้เลยนะ! เรียกว่าเป็นประสบการณ์เฉียดตายที่สุดครั้งหนึ่งเลย

และก็เพราะงานนี้แหละครับ ถึงเหนื่อยและเฉียดตายแต่คุ้มค่ามากเลยนะครับ เพราะสุดท้ายงานแรกที่ได้หลังจากเรียนจบก็เป้นงานออกแบบโครงสร้างรถไฟลอยฟ้า เจ้านายสัมภาษณ์แล้วอยากได้ตัวมาก ได้ offer ก่อนเรียนจบ 2 เดือน เดือนสุดท้ายโดนโทรตามแถบทุกอาทิตย์ว่าตกลงจบแน่ใช่ไหม มาทำงานได้เมื่อไหร่ คิดว่าถ้าไม่ได้ฝึกงานก็คงไม่ได้งานนี้ครับ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับ US

Like:
Land of Opportunity: อเมริกาเป็นประเทศมี่มีโอกาสอยู่มากมาย บริษัทระดับโลกนับไม่ถ้วน อาชีพหลากหลาย หรือใครมี idea ธุรกิจก็สามารถลงมือทำได้เลย แค่อย่าผิดกฎหมายอย่างเดียวก็พอ เปิดกว้างมากมากครับ
Quality of Life: บ้านเมืองสะอาด ผู้คนเคารพกฎหมาย และ เคารพผู้อื่น, รถไม่ติด, ระบบการศึกษาเท่าเทียมและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน
Work culture: ทำงานที่อเมริกาในประสบการณ์ที่เจอมา คือทุกคนเคารพเรื่องเวลามาก นัดประชุม 1 ชม คือ 1 ชม จริงจริง เริ่มประชุมก็ตรงเวลา ที่ Dow Chemical โปรโมท work life balance มากมาก flexible hours คือ เลือกเวลาทำงานได้ เลือกเวลาเลิกงานได้ ทำงานหยุดศุกร์เว้นศุกร์ ถ้ามีเหตุจำเป็นก็ทำงานจากที่บ้านได้ คือวัดกันที่ผลงายและมูลค่าที่เราสร้างให้บริษัทจริงจริง

Don’t Like:
Healthcare Hassel: อันนี้รับรองว่าทุกคนที่อยู่อเมริกาจะพูดเหมือนกันทุกคน จะหาหมอแต่ละที ยากมาก และ แพงมากมาก คิดถึง หนังไทยปีที่แล้วเลย ห้ามป่วย ห้ามพัก และห้ามรักหมอ เพราะจะไปเจอหมอแต่ละที ยากมาก
ไม่มีตลาดนัดและของกิน 24 ชม. อันนี้คงไม่มีที่ไหนเทียบกับเมืองไทยได้อีกแล้ว 🙂

Q: ช่วยแนะนำหนังสือที่ทุกคนต้องอ่าน 1 เล่ม

The Magic of Thinking Big ชอบเล่มนี้มากเรียกว่ามีทุก version เลย ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือ audio book หยิบมาอ่านหรือฟังทุกปี ปีละหลายรอบทุกรอบก็จะได้อะไรต่าง ต่างไป แล้วแต่ว่าช่วงนั้นมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตบ้างครับ

Q: Quote ไหนสอนชีวิตได้ดีที่สุด

Failure is not an option พูดถึงมาหลายรอบแล้วเนอะ 🙂 ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นยังใช้ได้เสมอ

Q: ฝากอะไรไว้กับพี่ๆน้องๆคนไทยด้วยกันหน่อย

มีสองเรื่อง
ข้อควรระวังสำหรับนักเรียนนอกหรือคนที่กำลังจะมาหรือมีแผนว่าจะมา อันนี้เป็นบทเรียนที่ตัวเองเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเองนะครับ ส่วนตัวเคยขอทำเรื่องหยุดเรียนสองเดือนเพื่อจะพาครอบครัวไปเที่ยว…ทำตามกฎ immigration ทุกอย่างเลยนะ แต่มามีปัญหาทีหลัง ทำให้ต้องเข้าเรียน graduate school ช้าไปหนึ่ง semester เลย

อย่าถามว่าเครียดไหมตอนนั้น ถึงแม้จะผ่านมาได้ด้วยดีแต่ที่จะบอกก็คือ อย่าทำอะไรที่จะทำให้ตัวเองมีปัญหาเกี่ยวกับ immigration เลยครับ โดยเฉพาะที่อเมริกา สมัยก่อนว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ทุกวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาก บางคนโดดวีซ่า ไม่เข้าเรียน เวลาเรียนไม่พอ หรืออะไรก็ตาม ถ้าถูกจับได้ มีโอกาสสูงมากที่จะถูกส่งกลับ ทำงานนอกโรงเรียนก็เหมือนกัน ถึงแม้จะเสี่ยงน้อยแต่ถ้ามีทางเลือก อยากแนะนำให้ทำให้ถูกกฎดีกว่าครับ

อยากแนะนำนักเรียนต่างชาติทุกคนให้เลือกเรียน Public Speaking เป็นหนึ่งใน coursework ครับ เชื่อว่าทุกโรงเรียนมี class นี้แน่นอน ได้ใช้ประโยชน์แน่ๆ ในทุกอาชีพ ส่วนตัวได้มีโอกาสเรียนช่วงที่รอเข้า graduate school เป็นนักเรียนต่างชาติคนเดียวใน class ได้ฝึกพูดหน้าชั้นทุกอาทิตย์ มีคนมา comment มีอาจารย์ช่วยเกลา

ชอบ class นี้มาก ขยันมาก ซ้อมพูดเป็นสิบสิบรอบก่อนพูดจริงทุกอาทิตย์ ขยันจนได้ A วิชานี้ อาจารย์ของ class นี้ยังเป็นหนึ่งในคนที่เขียน recommendation ให้ไปสมัครงาน skil ที่ได้จาก class นี้เป็นจุดแข็งติดตัวมาจนทุกวันนี้ครับ

Facebook Comments