ปารีส สาว Motor Show กับการเรียนต่อด้าน Fashion ในอิตาลี

0
1153
ปารีส สาว Motor Show กับการเรียนต่อด้าน Fashion ในอิตาลี

Q: อยากให้ช่วยแนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อ เมย์-ปาริสา แต่เพื่อนๆเรียกปารีสค่ะ ตอนป.ตรีเรียนจบสาขาสถาปัตยกรรมภายในจากม.ธรรมศาสตร์ ระหว่างเรียนก็ประกวดจนได้ตำแหน่ง Double A I-girls ก็เลยได้ทำงานเป็น brand ambassador ไปด้วย

เรียนไปด้วยเป็นเวลา 2 ปี จนกระทั่งพอเรียนจบปุ๊บก็รู้เลยว่าสายสถาปัตย์ต้องไม่ใช่แน่ๆ เราก็เลยพยายามหางานที่มีอิสระและมีเวลาเพื่อค้นหาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรับทำภาพ 3D หรือรับแต่งหน้าซึ่งส่วนใหญ่ก็แต่งให้เพื่อน คนรู้จักนี่แหละ ระหว่างนี้เราก็ประกวดจนได้ทำงานเป็นทีมประชาสัมพันธ์พิเศษ Isuzu Lady เป็นเวลา 1 ปี หลายๆคนอาจจะเห็นเราผ่านๆ ตามงาน Motor show หรือ event ต่างๆของอีซูซุก็ได้นะ 55 จริงๆ

เราทำงานได้ถึง 2 ปี แต่เราตัดสินใจลาออก เมื่อรู้ว่าเราได้ทุนลดค่าเทอมในการเรียนต่อโท 50% จากการที่เราส่งผลงานผ่านการประกวดของสถาบัน และในที่สุดเราก็มาเรียนต่อโทสาขา Fashion Business ของสถาบัน IED Istituto Europeo di Design ที่ Florence, Italy ซึ่งตอนนี้ก็ได้จบการศึกษาไปเมื่อกลางกุมพาพันธ์นี้เอง ตอนนี้ก็เลยพยายามเตรียมลู่ทางการเป็น freelance เพื่อจะได้สานฝันในการทำงานที่เราอยากทำต่อไป

Q: ทำไมถึงคิดมาเรียนต่ออิตาลีในสาย Fashion Business อ่ะคะ

จริงๆตอนจบใหม่ๆไม่เคยคิดถึงการเรียนต่อเลย เพราะตอนเรียนสถาปัตย์เรียนหนักมาก ไม่ได้หลับไม่ได้นอน รู้สึกอยากพัก จนกระทั่งอยู่ๆก็ปวดหูไป 1 อาทิตย์ ปวดมากแบบต้องนอนอย่างเดียว และทันใดนั้นเองภาพเวนิสก็มาปรากฏในฝัน มันเลยรู้สึกว่ายังไงก็ต้องมาอิตาลี อยากทำไรก็ต้องทำเลย จะม่องเท่งวันไหนก็ไม่รู้

หลังจากที่เรารู้ว่าเราต้องมาอิตาลีแล้ว เราก็เลยเริ่มหาทุนเรียนต่อโทที่อิตาลีโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะเรียนต่ออะไร จนกระทั่งเจอการประกวดทุนของอีกสถาบันหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจจะลองส่งดู เราเลยไปหาแรงบันดาลใจที่ร้านหนังสือจนกระทั่งเปิดไปเจอภาพสเก็ตช์ชุดชั้นใน ตอนนั้นหัวใจเต้นแรงมาก คิดในใจว่าเราลืมมันไปได้ยังไง ทันใดนั้นเอง ไม่ส่งแล้วทุนนั้น ไปหาคอร์สตัดเย็บชุดชั้นในหรือ corset ดีกว่า

หลังจากเรียนตัดเย็บเสร็จ เราก็เลยลองขายชุดชั้นในออนไลน์ (@brasiera) มันเป็นงานอดิเรกที่เราหลงรักมาก แล้วเราก็รู้ว่าแค่ passion อย่างเดียวมันไม่พอ เราต้องการความรู้มาต่อยอดก็เลยตัดสินใจส่งชิงทุนสาขา Fashion Business ของสถาบัน IED ซึ่งก็ได้ตามที่เราต้องการจริงๆ

Q: ชีวิตการเรียนที่อิตาลี มันแตกต่างจากที่ไทยยังไงบ้างคะ

อย่างแรกเลยตารางเรียนที่นี่ flexible มาก ต้อง update calendar ตลอด เพราะเราต้องเช็คเวลาและห้องเรียนในนั้น ส่วนเรื่องของการสอน งานส่วนใหญ่จะเป็นงานกลุ่มซึ่งจะมีพรีเซ็นต์งานทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละหลายๆวิชา และมี discussion คืออาจารย์จะถามคำถามมา แล้วให้แต่ละคนออกความเห็น หรือใครตอบได้ก็รีบยกมือ

(หลายทีเราก็จะช้าเพราะเราเองไม่มีพื้นฐานเรื่องแฟชั่น พอพูดถึง creative director หรือชื่ออะไรแปลกๆหน่อย เราก็ “งง” ละ แต่พออยู่ไปเรื่อยๆก็ชิน)

อีกอย่างเราชอบตรงที่อยู่ที่นี่เราจ่ายเงินปริ้นท์งานหรือค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่นๆน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่จะใช้ PowerPoint พรีเซ้นต์และถ้าใช้อุปกรณ์นอกเหนือจากนี้อาจารย์จะหามาให้

ส่วนเรื่องอาหารกลางวันทุกคนจะเอาอาหารมาเอง เพราะถ้าออกไปซื้อคือแพงและเสียเวลา ถ้าหิวของว่างหรือเครื่องดื่มต้องไปกดตู้เอา ไม่มีร้านน้ำ ร้านขนมเหมือนที่ไทย

Q: เรามาแบบพูดอิตาเลี่ยนได้มั๊ย…แล้วมันเป็นอุปสรรคมั๊ย หรือเราข้ามอุปสรรคด้านภาษามาได้อย่างไรบ้าง

ก่อนมาได้ลงเรียนภาษาอิตาเลียนจากไทย แต่ก็พูดไม่ได้เลย มาถึงแรกๆก็ฟังไม่ออก ที่สถาบันที่เราเรียนก็มีสอนวิชา Italian survival class ซึ่งจะเป็นคลาสภาษาก่อนเริ่มเข้าวิชาเรียนสาขา แรกๆที่มาเรียนเจอคลาสนี้คือเครียดมาก เราอ่อนที่สุดในห้อง เพราะเป็นเอเชียคนเดียว แต่ก็ผ่านไปได้แม้ว่าจะทำข้อสอบไม่ค่อยได้ก็ตาม 55

เราว่ามันเป็นอุปสรรคในหลายๆครั้ง อาทิเช่น กว่าเราจะพิมพ์คุยกับ landlord เรื่องเปลี่ยนหลอดไฟรู้เรื่อง ก็ต้องกด google translate แปลแล้วแปลอีก บางครั้งโรงเรียนก็มีสัมมนาเป็นภาษาอิตาเลียน ซึ่งเราเข้าใจน้อยมาก เราอยากเข้าใจภาษามากขึ้นเลยไปลงคอร์สภาษาเพิ่ม 2 levels ซึ่งช่วยในระดับหนึ่ง

Q: ในฐานะประเทศแห่งแฟชั่น…คนอิตาลีนี่…ดูดีตลอดจริงมั๊ย?

เราว่าส่วนใหญ่เขาแต่งตัวดูดีตลอดนะ น้อยมากที่จะแต่งตัวเซอร์เกินจุด ชอบการแต่งตัวของคนแก่ที่นี่มาก เขาจะแต่งตัวชิคๆมีราศี คนที่นี่จะใส่ชุดเรียบๆ สีทึมๆ พวกขาว เทา ดำ น้ำเงิน แต่ถ้ามีงานแฟชั่นแฟร์

อย่างใน Florence ก็จะมี Pitti Uomo เทศกาลรวมแบรนด์ผู้ชาย ช่วงนั้นทั้งเมืองก็จะเจอหนุ่มๆ แต่งตัวตามตีมของงาน เป็นสีสันไม่หยอกเลย

Q: แล้วชีวิตความเป็นอยู่คนที่อิตาลีเป็นยังไงบ้าง

สำหรับชีวิตคนที่นี่ ด้วยความที่ Florence เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ บรรยากาศก็จะชิวมาก คนก็เลย slow life ตาม เป็นที่ๆมาอยู่แล้วรู้สึกว่า Life is beautiful.

พออยู่ในเมืองเล็กๆ เราเสียเวลาในการเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวันไปกลับ เดินไปไหนมาไหนในเมืองก็จะเห็นคนจูงหมาเข้าร้านอาหาร หรือไปเดินร้านแบรนด์หรูๆ หมาที่นี่น่ารักมีมารยาทมากเวลาออกไปข้างนอก

แต่เวลาคนที่นี่พูดกันก็จะดูเสียงดังเหมือนทะเลาะกัน แต่จริงๆเป็นเพราะภาษา สีหน้าของคนที่นี่ก็ไม่ได้บึ้งตึงเหมือนบางประเทศในยุโรป เราว่าอิตาลีเป็นประเทศยุโรปที่มีความเอเชียผสมมากที่สุดเลยแหละ

Q: การมาเป็นเด็กนอกครั้งนี้มันให้อะไรกับชีวิตหรือเปลี่ยนความคิดอะไรเราไปบ้าง

  1. “การหาเพื่อน” เมื่อแรกๆเรารู้ว่าตัวเองแตกต่างเป็นเอเชียคนเดียว และยังหา common interest ร่วมกับเพื่อนไม่ได้ มันก็ยากที่จะหาเรื่องคุยกับเพื่อน แต่พอเวลาผ่านไปได้ทำงานกลุ่มก็เลยสนิทกับเพื่อนมากขึ้น แล้วก็ได้ค้นพบว่า “การพูดเยอะไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนที่คนอื่นอยู่ด้วยแล้วสบายใจเสมอไป แต่การเป็นคนจริงใจนี่สิใครๆก็อยากอยู่ด้วย”
  2. “แก่ไม่ได้แปลว่าถูกเสมอไป” อะไรที่ผู้ใหญ่ทำไม่ถูก เราก็มีสิทธิ์แย้งด้วยเหตุผล เอาเหตุผลมาคุยกัน เพื่อนทุกคนก็จะมีความไฟว์ให้กับเหตุผลของตัวเอง ถ้ามีใครสั่งให้ทำอะไรแล้วคิดว่าไม่โอเค เขาก็จะมีการต่อรอง เราได้เรียนรู้ว่าเราควรคิดหรือตั้งคำถามเวลาใครสั่งหรือพูดอะไร และควรสื่อสารในสิ่งที่เราคิด พูดตรงๆแต่ไม่ทำร้ายจิตใจใคร
  3. “ความสวยความงาม” เรื่องนี้ค่อนข้างอิน เพราะเราโตมากับแวดวงที่ทุกคนต้องสวย พอมาอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกว่าคนที่นี่แทบจะไม่พูดถึงเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกหรือเรื่องศัลยกรรมเลย ไม่แต่งหน้าไปเรียนก็ไม่มีใครทัก จะอ้วนจะผอมก็ไม่มีใครแคร์ เราได้เข้าใจแก่นของตัวเองมากขึ้น มองเห็นตัวเองในความสวยแบบไม่ต้องแต่งเติมอะไรเยอะแยะ ไม่ต้องทำตัวเองให้สวยตามสมัยนิยม พูดง่ายๆว่าเรากลับมาเจอตัวตนของเราอีกครั้ง มั่นใจในสิ่งที่เราเป็น และค้นพบจุดแข็งของตัวเอง

Q: เคยเจออะไรพีคที่สุดในอิตาลี

ที่คิดว่าพีคที่สุดก็คงจะเป็นการแจกใบสั่งของตำรวจอิตาลี 3 ใบ รวมกว่า 200 ยูโรหรือประมาณ 8,000 บาท!

ดอกแรกได้ใบสั่งจากการจอดรถเกินเวลา โดนไปประมาณ 40 กว่ายูโร! (ประมาณ 2,000 บาท!)
ถัดมาก็โดนใบสั่งจากการจอดรถทับเส้นจอดมอเตอร์ไซด์ คือด้วยความที่จอดรถตอนมืด เห็นรถยนต์คันอื่นก็จอดตรงนั้นก็เลยไปจอด ที่ไหนได้โดนไปอีก 40 กว่ายูโร! (อีก2,000 บาท!)

อ่ะไม่เป็นไร…เอาใหม่ก็คิดว่าไม่น่าจะโดนแล้ว! ที่ไหนได้รอบนี้โดน “ยกรถ” ไปไว้ที่เก็บรถท่ามกลางหุบเขาเลยจ้า!!! แถมต้องเสียค่าปรับประมาณ 110 กว่ายูโร (4,000 บาทไทย!) ประเด็นคือไปจอดตรงที่ห้ามจอดเอง

หลังจากโดนมา 3 รอบจะจอดรถทีมีหลอนเลยจ้า…

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่อิตาลี

ชอบ
ชอบตรงที่ Florence เป็นเมืองชิวๆ รู้สึกเหมือนได้มาพักผ่อนยาวๆ 1 ปี
ชอบที่อิตาลีเป็นประเทศเชงเก้น อยู่ใกล้สวิสและฝรั่งเศส ไปเที่ยวรัวๆได้เลย
ชอบ transportation ของที่นี่สะดวก ซื้อทีนึงใช้ได้ทั้ง bus และ tram แถมราคานักเรียนต่อเดือนยังถูกด้วย แล้วยังมีรถไฟทั่วประเทศอีก ไปไหนคือสะดวกมาก

ไม่ชอบ
ไม่ชอบที่ร้านค้าร้านอาหารปิดระหว่างวัน เช่น เปิด 12.30 – 14.30 แล้วเปิดอีกที 19.00 – 22.30

Q: ถ้าเลือกได้ 1 เล่ม…อยากแนะนำหนังสือเล่มไหนให้คนอ่าน

อยากแนะนำให้อ่าน #GIRLBOSS โดย Sophia Amoruso เป็นเรื่องราวของผู้ก่อตั้งแบรนด์ Nasty Gal เติบโตมาจากการขายเสื้อผ้าวินเทจผ่าน ebay เล่มนี้ไม่ใช่ how to แต่เขาบอกรายละเอียดเหตุการณ์ต่างๆที่เขาผ่านมารวมถึงวิธีการที่เขาแก้ปัญหา อ่านแล้วจะรู้ว่าเราโชคดีแค่ไหนแล้วที่มีอินเตอร์เน็ตในการหาความรู้ ไม่ต้องไปขโมยหนังสือมาอ่านแบบ Sophia

Q: มีอะไรอยากฝากไว้ให้กับคนไทยด้วยกัน

อย่ามองข้ามโอกาสเล็กๆ เพราะมันมักจะนำพาซึ่งโอกาสใหญ่ๆเสมอ
การเรียนต่อเมืองนอก ต้องใช้เงินเยอะก็จริง แต่เงินที่เสียไปก็คุ้มค่าแลกกับประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการซื้อบ้านซื้อคอนโด ถ้ากังวลว่ามาแล้วจะไม่คุ้ม ให้ลองทบทวนกับตัวเองดูว่าเราจะกลับไปทำอะไรเพื่อคืนทุนให้กับเงินที่เราเสียไปได้บ้าง

การใช้เวลาในเมืองนอก เป็นการซื้อโอกาสในอนาคตได้จริงๆ ถ้ารู้จักนำประสบการณ์ของเรานำไปใช้
อยากทำอะไรก็แค่ลงมือทำ อย่าใช้อายุเป็นกรอบในการเลือกความสุขที่ถูกต้องของตัวเอง ขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ 🙂

Facebook Comments