มาย นักเรียนทุน CMCRC ในออสเตรเลีย ได้ทั้งเรียน เงิน และงาน

0
694
มาย นักเรียนทุน CMCRC ในออสเตรเลีย ได้ทั้งเรียน เงิน และงาน

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่ะ ชื่อ มาย นะคะ เรียนจบปริญญาตรีมาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ หลังจากนั้นก็ทำงานที่ไทยมา 2 ปี แล้วก็มาเรียนต่อปริญญาโท Finance ที่ University of New South Wales (UNSW) ออสเตรเลียค่ะ

ตอนนี้ก็กำลังเรียนเทอมสุดท้าย หลังจากจบโท ก็กำลังจะเข้าเรียนปริญญาเอกต่อค่ะ พอดีได้รับทุนของ CMCRC scholarship ซึ่งเป็นทุนที่ร่วมกันระหว่างรัฐบาล industry partner และก็มหาลัยค่ะ

แล้วตอนนี้ก็ทำงาน Part-time ในบริษัท Financial company แห่งหนึ่งในซิดนีย์ด้วยค่ะ

Q: ทำไมถึงได้มาอยู่ออสเตรเลียคะ

ก็คือเรามีแผนจะเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศอยู่แล้ว

ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาออสเตรเลียเลย แต่พอดีบริษัทที่ทำอยู่ที่ไทยเป็นบริษัทต่างประเทศ แล้วก็มีสาขาอยู่ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลียค่ะ แต่เค้ารู้ว่าเราวางแผนจะไปเรียนต่อต่างประเทศ เค้าก็เลยเสนอให้เรามาเรียนที่ออสเตรเลียไหม ถ้ามาเค้าก็จะให้เราได้มาทำ part-time ที่บริษัทสาขาที่ออสค่ะ

ตอนนั้นก็คิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดี แล้วก็ได้มาทำงานที่ออสต่อด้วย มีรายได้เสริมตรงนี้ก็พอมาช่วยจ่ายพวกค่ากินอยู่ได้ ช่วยที่บ้านประหยัดอีกทาง เพราะค่าเช่าบ้านที่ออสนี่ก็แพงใช้ได้เลยค่ะ เราก็มาดู ศึกษาเรืองมหาลัย คอร์สเรียนที่ออสเตรเลียดู ยูและหลักสูตรก็ดีเลย ก็เลยตัดสินใจมาค่ะ

Q: ช่วยเล่าเกี่ยวกับทุนที่น้องมายด์ได้ ให้ฟังหน่อยคะ และคนไทยที่สนใจจะสมัครได้ยังไง

มายมาได้รู้จักทุนนี้ตอนมาถึงที่ออสเตรเลียแล้วค่ะ มาเจอทุนชื่อว่า CMCRC scholarship เป็นทุนที่ให้กับนักเรียนที่เรียนปริญญาเอกค่ะ

คือ CMCRC เนี่ยเป็นเหมือนบริษัท Research Centre ในออสเตรเลีย ซึ่งเค้าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล มหาลัยในออสเตรเลีย แล้วก็ Industry partner ต่างๆ
โดยทุนที่เราได้ ครึ่งนึงก็จะมาจากรัฐบาล ส่วนอีกครึ่งนึงก็จะมาจาก Industry partner ที่เราต้องเข้าไปทำงานด้วยค่ะ

ดังนั้นเด็กที่ได้ทุนปริญญาเอกนี้ ก็จะต้องเข้าไปทำงานใน Industry partner ไปด้วยระหว่างที่เรียน ซึ่ง Industry partner แต่ละแห่งนี่ก็จะมีบริษัทจากทั้งในออสเตรเลีย และต่างประเทศเลยค่ะ เช่น NASDAQ ที่อเมริกา, FCA ที่อังกฤษ หรือก็มีบริษัททั้งในฮ่องกง แคนาดา หรือในออสเตรเลียเองก็มีหลายบริษัทเลยค่ะ เช่น Macquarie Securities Group เป็นบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ในออสเตรเลียเลย

Q: ได้ทุนนี้แล้ว…ได้งานทำด้วย!?

ใช่ค่ะ จุดเด่นหลักๆของทุนเลยคือ การที่นักเรียนจะได้เข้าไปทำงานใน Industry partner นี่แหละค่ะ

เพราะแต่ละบริษัทก็สมัครเข้าไปยากๆทั้งนั้น บางทีเราไม่ได้เป็น citizen ที่นี่ก็แทบจะไม่มีโอกาสสมัครเลยด้วยซ้ำ แต่อันนี้ก็เหมือนเป็นใบเบิกทางให้เราเข้าไปทำงานได้ภายใต้เงื่อนไขของทุนค่ะ แต่คือนักเรียนทุนทุกคนก็ต้องสัมภาษณ์นะคะ ว่าทางบริษัทจะรับเรารึเปล่าด้วย ถ้าใครสนใจก็ดูข้อมูล แล้วก็สมัครในเว็บไซต์ได้เลยค่ะ

Q: อยากให้มายเล่าว่า…การทำงานที่ประเทศไทยและออสเตรเลียมันต่างกันยังไงบ้างคะ

ที่เห็นความแตกต่างชัดมากๆเลยคือเรื่องเวลาทำงานค่ะ ที่นี่จะทำงานเป็นเวลามาก คือ สมมติเลิก 17.30 พอห้าโมงครึ่งปุ๊ป ทุกคนก็จะเลิกงาน กลับบ้านทันที มันค่อนข้างจะมี word-life balance ที่ดีมาก

อีกอย่างเวลาทำงาน คือ ทุกคนก็ทำงานกันจริงจัง รับผิดชอบในงานของตัวเอง ค่อนข้างจะให้เกียรติซึ่งกันและกันค่ะ ทุกคนจะเท่าเทียมกันหมดเลย

ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น แล้วก็มา discuss กัน บางทีมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องงานนะคะ ตัวอย่างเช่น พอดีที่ออฟฟิศกำลังจะสร้างออฟฟิศใหม่ คือเค้าก็ส่ง แบบแปลนออฟฟิศให้พนักงานทุกคนเลย แล้วให้ทุกคนสามารถออกไอเดียได้ ว่าชอบ ไม่ชอบตรงไหน เสนอแนะ แก้ไขแบบได้ทุกคนเลย

Q: เคยเจออะไรพีคๆกับชีวิตเด็กนอกในออสเตรเลียบ้าง

ตอนนี้อยู่ออสมา 2 ปี ระหว่างทางมันก็มีปัญหา มีเรื่องให้คิดเยอะมากๆ ค่ะ แล้วก็เหนื่อยมากกกก บางวันไปเรียน แล้วค่อยมาทำงาน แล้วก็กลับไปเรียนต่อ ต้องทำการบ้านสารพัด คือบอกได้เลยว่ามันไม่ง่ายเลยค่ะ ต้องมี time management ที่ดีมากๆ

คือชีวิตช่วงแรกๆมายก็เละเทะเหมือนกันนะ เราแบบอดหลับอดนอน มาทำงานแล้วเป็นลมอยู่คนเดียว ช่วงไหนมีงานที่มหาลัยหนักๆ คือไม่ได้กลับบ้านเลย นอนอยู่ที่มหาลัยเลย เคยนอนอยู่สามวันสามคืน 5555 หลังๆ ก็เริ่มจัดการชีวิตตัวเองใหม่ บริหารเวลาใหม่ แล้วก็พอเทอมหลังๆ เริ่มเรียนน้อยลงด้วย ตอนนี้ชีวิตก็เริ่มเข้าที่ละคะ แต่พอมองย้อนไป มันทำให้เราอดทนขึ้นมากเลยนะ รู้สึกว่าเราโตขึ้นมากเหมือนกัน

Q: มายเป็นคนเก่งภาษาอังกฤษเลยมั๊ย ขอทิปการฝึกภาษาของมายหน่อยค่ะ

ไม่เลยค่ะ ก่อนมาก็คือเราก็แค่พูดสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ สำเนียงไทยๆเลย

ตอนเรียนหรือทำงานแรกๆ ก็ค่อนข้างมีปัญหาเหมือนกัน คือบางทีอาจารย์สอนเราฟังไม่ทัน ไม่รู้เรื่อง หรือเวลาทำงาน เค้าคุยกันในห้องประชุม เรายังนั่ง งงๆ อยู่เลยค่ะ เค้าพูดกันเร็วมาก ฟังไม่ทัน ก็อาศัยจับ keyword เป็นคำๆเอาว่าเค้าคุยเรื่องอะไรกันอยู่

จริงๆไม่ได้มีวิธีฝึกพิเศษอะไรเลย คือเราต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน กับหัวหน้า พอทำไปเรื่อยๆ การฟัง การพูดของเรามันก็เริ่มฟังเค้าออกมากขึ้น กล้าพูดกับเค้ามากขึ้นเอง ที่สำคัญก็ต้องกล้าพูดค่ะ หรือพอเค้าสั่งงานอะไรมา เราไม่ข้าใจ ก็ต้องกล้าถาม กล้าบอกว่าเราไม่เข้าใจ เค้าก็จะได้อธิบายให้เราฟังอีกที ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะว่าค่ะ

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตในออสเตรเลีย

สิ่งที่ชอบ
การเดินทางที่สะดวกมาก รถไฟ รถเมล์ ทำให้ไปไหนมาไหนง่าย รถไม่ติดด้วยค่ะ
การทำงานของคนที่นี่ คืออย่างที่บอกว่า work-life balance เค้าดีมาก ทำงานเป็นเวลา คือไม่มีการมานั่งมองกันเวลาแบบใครกลับเร็ว ห้าครึ่งเลิกงานคือทุกคนกลับบ้านได้ ไม่มีปัญหา

สิ่งที่ไม่ชอบ
ค่าครองชีพแพงมาก โดยเฉพาะค่าบ้านแพงมากที่สุด!!

Q: quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

It always seems impossible until it’s done.
If you fell down yesterday, stand up today.
มีหลายช่วงในชีวิตที่ท้อบ่อยมาก โดยเฉพาะตอนทำ thesis แต่ก็คิดว่ายังไงเราก็ต้องสู้ ต้องผ่านมันไปให้ได้

Q: มีข้อคิดแรงบันดาลใจอะไรฝากคนไทยด้วยกัน

ถ้ามีความฝันอยากทำอะไร ก็ลงมือทำเลยค่ะ ใครอยากมาเรียนต่อต่างประเทศ ก็ไม่ต้องกลัวที่จะมา โอกาสมันไม่ได้มีมาหาเราบ่อยๆ เราต้องกล้าตัดสินใจที่จะคว้ามันไว้ กล้าออกจาก comfort zone ของเรา คิดว่าทุกคนคงต้องเจอปัญหาแน่ๆ ไม่ว่าจะปัญหาเล็กหรือปัญหาใหญ่ แต่เชื่อว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้แน่นอน ขอแค่ทุกคนตั้งใจกับมัน
อย่าเพิ่งท้อ อย่ายอมแพ้นะคะ สุดท้ายมันจะเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและดีที่สุดอย่างนึงในชีวิตของทุกคนเลยจริงๆค่ะ

Facebook Comments