ผักกาด สาวนักการตลาดในออสเตรเลีย กับ วิธีรับมือเมื่อ “ถูกปฏิเสธ” งาน

0
2083
ผักกาด สาวนักการตลาดในออสเตรเลีย กับ วิธีรับมือเมื่อ “ถูกปฏิเสธ” งาน

Q: แนะนำตัวเองหน่อย

ชื่อเล่น ผักกาด ชื่อจริง ณพสุดา พิมเทพา เดินทางมาออสเตรเลียตั้งแต่ 18 หลังจบม. 6 ก็ตอนแรกเลย ไม่ได้มีวาดฝันที่จะมาเรียนเมืองนอกในระดับปริญญาตรีเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่พร้อม ภาษาอังกฤษไม่แกร่งพอ และไม่มั่นใจมากๆ

แต่สุดท้ายลองศึกษาดู และเตรียมสอบ IELTS และก็มาลงที่ University of New South Wales (UNSW) ผ่านเอเจ้นทาง IDP ค่ะ ผักกาดเลือกเรียน Commerce และ Media (Public Relation and Advertising) ใช้เวลาจบสามปีครึ่ง

ปัจจุบัน ได้ร่วมงานกับ amr บริษัทวิจัยการตลาดในเครือของ WPP AUNZ ซึ่งเป็นเครือบริษัทให้การบริการ Marketing ครบวงจร ในหน้าที่ Research Consultant

Q: จากการพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ จนได้ทำงานกับบริษัทที่ออสเตรเลีย…ต้องผ่านอะไรบ้าง

กว่าจะมาจุดนี้ก็ถือว่าไม่ง่าย…ท้อกับการสมัครงานแม้แต่ internship ที่ได้คำตอบมาว่า “มีประสบการณ์ไม่พอ” อึ้งกับคำตอบนี้มาหลายที่เหมือนกัน

เราจะขาดความมั่นใจที่ถูกปฎิเสธ เหมือนโดนเข็มมาจี้ตำใจ รู้สึกว่าไม่มีศักยภาพดีพอ แล้วใช้เวลา recovery กว่าจะเริ่มสมัครงานที่อื่นใหม่นานพอสมควร เพราะทุกครั้งที่ท้อนี่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้า website หางานเลย

Q: แล้วผักกาดทำยังไงเมื่อ “ท้อ” จากการสมัครงานในออสเตรเลีย

เราลองเปลี่ยนมุมมองในการรับมือกับ feedback ใหม่ และคิดในเชิงมุมมองของผู้จ้างบ้าง ถ้าเค้าดู resume ของเราแล้วมันไม่น่าสนใจ เค้าก็หันไปหาผู้สมัครที่ใบสมัครดึงดูดมากกว่า

เราจึงต้องดึงจุดเด่นของตัวเองมา และใส่ keywords ที่เราคิดว่าจะ relate กับ ตำแหน่งที่สมัคร

Q: แล้วผลออกมาเป็นยังไงบ้าง

สุดท้ายก็ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ กับเข้าพบกับ HR อย่างบริษัท Indeed, Michael Page, Proforce แห้วมาเยอะอยู่ แต่สุดท้ายก็มาได้มาลงเอยที่บริษัทใรเครือ WPP AUNZ ค่ะ

Q: ผักกาดได้อะไรจากการอยู่เมืองนอกบ้าง

นอกจากเรียน เราก็หาประสบการณ์นอกห้องเรียนไปด้วย คือหางานพิเศษสริมประสบการณ์นั่นเอง

แต่เราเลือกทำงานที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเอง จึงไปสมัคร retail (งานร้านค้า) คือลองหว่านไปหลายที่มากเกือบทุกแบรนด์เลย Myer, David Jones, Cotton On, Boutique stores เดินจาก Paddington จนถึง Bondi Junction แจกใบสมัครตัวเองเข้าไปในร้านแต่ละร้านแล้วแนะนำตัวเอง จนได้งาน Sales Consultant กับร้านเสื้อผ้ายี่ห้อ Sportscraft

งานนี้คือได้ทั้งประสบการณ์ พัฒนาการสื่อสาร ได้ติดต่อกับลูกค้า ได้พูดเจรจาต่อรอง และที่สำคัญการเรียนรู้ในการร่วมงานกับผู้อื่นในหลากหลายสถานการณ์ด้วยค่ะ

Q: ผักกาดฝึกภาษายังไง

พยายามเข้าหาเพื่อนต่างชาติโดยที่ไม่ฝืนความเป็นตัวเอง ฟัง Podcast: BBC, Freakonomics, Talk show, Variety ฝึกเขียน essay หา topic แล้วให้ครู เพื่อน comment

Q: อะไรเป็นเรื่องที่พีคที่สุดของการเป็นเด็กนอก

ได้ลองอะไรหลายอย่างๆ ทำกิจกรรม outdoor มากขึ้น ลองเล่น skateboard แล้วตก เท้าหัก Fracture กระดูกร้าว เข้าร.พ. ผ่าตัด เข้าเฝือก เดินไม่ได้ ใช้ไม้พยุงไปสองเดือน

Q: ชอบ/ไม่ชอบอะไรกับชีวิตที่ออสเตรเลีย

ชอบ
ชอบความชิล ชอบกิน มาออสเตรเลียแล้วเหมือนมาเปิดโลกอาหารเลย การได้สัมผัสกับวัฒนธรรมหลากหลาย ทำให้เปลี่ยนมุมมองหลายๆ อย่าง ฉะนั้นอาหารการกินจึงมีหลากหลาย ได้ลองเยอะ เช่น อาหาร Mexican, (North) (South) Indian, Pakistani, Persian, Lebanese, Spanish, African, Malaysian, Inodesian etc.

ชอบวัฒนธรรม Individuality การไม่ตามกระแส และ respect the minority หรือคนที่เห็นต่าง คนจะชื่นชมหากตัวเองมีเอกลักษณ์ ไม่ใช่ตามคนนั้นคนนี้

ชอบความ Equality โดยเฉพาะ การที่แทบจะไม่มี age discrimmination ในที่เรียนหรือที่ทำงาน ไม่ต้องระวังการเข้าหา “ผู้ใหญ่” การทำงานร่วมกันเป็นไปตาม professionalism

ไม่ชอบ
ไม่ชอบ ค่าครองชีพ ราคาอาหาร ค่าเช่า และเสื้อผ้าชอปปิ้งที่แสนจะแพง
ไม่ชอบ ออสเตรเลีย ที่อยู่ไกล…จะบินไปเที่ยวยุโรป หรือ อเมริกา ค่าตั๋วแพง…อันนี้ก็จะบ่นไม่ได้นะ 555

Q: ถ้าเรากลับไปพัฒนาประเทศไทยได้ 1 อย่าง เราอยากจะกลับไปเปลี่ยนอะไร

อยากเปลี่ยนทัศนคติ ความคิดที่คลั่งวัฒนธรรมต่างชาติ ประเทศเรามีอะไรดีๆตั้งหลายอย่าง เราควรจะภูมิใจ และฝรั่ง ประเทศทางตะวันตกก็ไม่ได้จะดีกว่าเสมอไป

อย่างเช่น การไม่มี age discrimination แล้วนักเรียนจะพูดจาไม่ถูกกาละเทศะกับครูหรืออาจารย์ อันนี้คือไม่ใช่ การรับวัฒนธรรมอื่นโดยขาดความเข้าใจบริบท มันสะท้อนให้เห็นว่าเรายังไม่เข้าใจวัฒนธรรมชาติตัวเองดีพอ อย่าชื่นชมอะไรโดยไม่มองในหลายๆด้าน

Q: อยากแนะนำหนังสือเล่มไหนให้คนอ่าน 1 เล่ม

Look Who’s Back เป็นนิยาย เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า ถ้าหาก Adolf Hitler เกิดตื่นขึ้นมากลางกรุงเบอลินในยุคนี้ จะเกิดอะไรขึ้น
เรื่องน่าสนใจตรงที่ Hitler สามารถดึงเอาความ hate ของคนส่วนใหญ่ที่ไม่กล้าเปิดเผย เช่นประเด็น refugees ในยุโรป แล้วสามารถเป็นกระบอกเสียง ปลุกกระแสให้คนเหล่านั้น

คนร้ายตัวจริงคือ Hitler หรือทุกคนที่สนับสนุน?

Facebook Comments