ต้น หนุ่มไทย IT ระดับสูงเบื้องหลัง Jetstar ออสเตรเลีย

0
1724
ต้น หนุ่มไทย IT ระดับสูงเบื้องหลัง Jetstar ออสเตรเลีย

Q: อยากให้ต้นช่วยแนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ชื่อต้น ซึ่งกลายมาเป็นโทนี่ตามที่ host family ตั้งให้ตอนมาเรียนต่อออส
ผมจบรัฐศาสตร์สาขา Public Administration จากรั้วจุฬาฯ ในปี 2006 ครับ ตอนสมัยหนุ่มๆ ตอนนั้น เป็นคนเลือดร้อน ชอบทำอะไรลุยๆ ตอนจบมาเลยปฏิเสธงาน HR ดีๆ หลายๆ ที่ทั้งจากทางปูนซีเมนต์, Exxon มาได้งานแรกที่บริษัทชนส่งทางบกเล็กๆ ที่ลาดกระบัง งานที่ทำคือ maintenance operations ครับ คือวางแผนงานซ่อมบำรุง อะไหล่ให้กับ fleet รถหัวลาก Volvo + Scania. งานคือต้อง deal กับพวกวิศวกร, นายช่าง, คนชับรถหัวลากกระทิงแดงครับ

ข้ามไทม์แมชชีนมาตอนนี้ ผมทำงานในตำแหน่ง Enterprise Architect – Integration ให้กับสายการบินเจทสตาร์ครับ ประจำสำนักงานใหญ่ที่ Melbourne ครับ ความรับผิดชอบหลักคือ วางแผนเทคโนโลยีด้าน Integration ระยะยาว 3-5 ปีให้กับสายการบิน แล้วตอบโจทย์จาก CIO และ Head of Strategy & Architecture ว่าจะ design ระบบไอทีอย่างไรถึงจะไปได้ตามแผนที่วางไว้

Q: ทำไมถึงคิดมาเรียนต่อออสเตรเลียอ่ะคะ

ขอสรุปเหตุการณ์ลูกโซ่ ตามนี้เลยครับ
1. ผมโดนไล่ออกจากบริษัทเดิมที่ไทยครับ เพราะท้าทายความคิดผู้บริหาร 555 (ตอนนั้นหัวเราะไม่ออกจริงๆครับ)
2. ผมชอบทำงานที่สามารถตัดสินถูกผิดได้ชัดเจน ตอนทำงานที่บริษัทไทยตอนนั้นได้มีโอกาสร่วมงานกับไอที เลยคิดที่จะเปลี่ยนสายงานครับ
3. วิศวะไอทีลาดกระบัง และบางมด ปฏิเสธใบสมัคร ป โทของผม (เพราะผมจบสายศิลป์ ป ตรี) ครอบครัวที่บ้านเลยลองแนะให้มองหาช่องทางเรียนนอกเลยมั้ย
4. โดนเอเย่นเรียนต่อที่ไทยโน้มน้าวมาว่าถ้าเลือกออส แล้วอาจจะมีโอกาสมาทำงานที่นี่ได้ครับ

Q: เคยคิดมั๊ยว่าจะได้ร่วมงานในตำแหน่งระดับสูงกับบริษัทระดับโลกอย่าง Jetstar?

ไม่เคยคาดไว้ครับและไม่คิดว่าจะได้สัมภาษณ์ถึงห้ารอบกว่าจะได้เข้าไปทำงานที่นี่ 555 Jetstar เป็นองค์กรอายุน้อยอยู่เลยครับ สิบสองปีนับจากวันก่อตั้ง มีอะไรที่ต้องปรับปรุงอีกเยอะในด้านระบบครับ

Q: กว่าจะได้มาอยู่จุดนี้…ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

เริ่มจากปี 2008 ผมได้ทำงานเสิร์ฟร้านไทยที่เจ้าของเป็นคนเวียดนาม แล้วโดนไล่ออกใน 3 วันเพราะคุยกับลูกค้าไม่ได้ เพื่อนคนไทยพูดประโยคนึงที่ว่า “แค่เสริ์ฟอาหาร แค่นี้ไม่ได้ ชีวิตจะไปทำอะไรอย่างอื่นได้ ” (อันนี้คือผมเจ็บมาก) แต่ดีที่พี่คนไทยท่านหนึ่งชวนให้ไปทำร้านไทยอีกร้านนึง

แต่พอมาปี 2009 ปิดเทอมสุดท้ายก่อนจบ ผมเห็นว่าเรซูเม่ผม “โล่ง” ครับ ไม่ค่อยมีอะไรมาโชว์ ผมเลยไปสมัครฝึกงานที่บริษัท Accenture ครับ สาขาที่ไทย เพื่อจะได้เอาชื่อบริษัทนี้มาใส่เป็นประสบการณ์ในใบสมัครงานครับ

พอมาปี 2010 ส่งใบสมัครไปที่เว็บของบริษัทพลังงานแห่งหนึ่ง สัปดาห์ถัดไปได้รับสายจากทางฝ่ายบุคคลให้เข้าไปสัมภาษณ์งาน ดีใจมากครับ แต่สุดท้ายไม่ผ่าน feedback คือภาษาอังกฤษยังไม่ได้ อันนี้เป็น factor หนึ่งที่อยากจะกลับบ้าน ผมจึงลองฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ แล้วท่องจนขึ้นใจหน้ากระจกครับ เอาคำถามที่โดนถามมาทำคำตอบชุดใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม และส่งใบสมัครหางาน ไม่หว่านแห คือส่งใบละวัน วันละหนึ่งที่ ซึ่งเป็นที่ที่ match กับ CV ของเรามากที่สุดครับ
ส่งใบสมัครหางาน ไม่หว่านแห คือส่งใบละวัน วันละหนึ่งที่ ซึ่งเป็นที่ที่ match กับ CV ของเรามากที่สุดครับ

Q: แล้วผลออกมาเป็นยังไงบ้าง

ในปลายปีนั้นก็มีบริษัทแห่งหนึ่งโทรมาจากบริสเบน เห็นใบสมัครของผม มารู้ทีหลังว่าเป็นกระทรวงสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลควีนส์แลนด์ สนใจอยากคุยด้วย แต่เงื่อนไขคือ ต้องออกค่าใช้จ่ายบินไปบริสเบนเพื่อนสัมภาษณ์เอง ตำแหน่งก็ไม่ใช่ full time เป็นแค่ casual software developer

เพือนที่โบสถ์ส่วนใหญ่บอกว่าอย่าไป เพราะเปลืองตังค์ แถมไม่ใช่งานประจำ ถ้าทำงานเดือนนึงแล้วโดนไล่ออกจะทำอย่างไร แต่ ณ วินาทีนั้นผมตัดสินใจใช้เงินออมก้อนสุดท้ายบินไปบริสเบน เพื่อสัมภาษณ์แค่หนึ่งวัน

Jason Shen คนสัมภาษณ์ผม เห็นความตั้งใจ เลยบอกว่ารู้สึกผิดถ้าปฏิเสธผม 555+ เลยจะให้โอกาสมาลองงาน 3 เดือน ซึ่งกลายมาเป็น 1 ปี ภายหลัง และนี่เป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมได้ทำงาน IT จริงจังตามที่เรียนมาครับ และในที่สุดก็ลงเอยได้ Skilled Migration ให้เป็นพลเมืองที่นี่ และได้มาทำงานที่ Jetstar ถึง ณ ปัจจุบันนี้ครับ จาก

Q: ขอทิปให้กับคนไทยที่อยากมีโอกาสไปทำงานที่ต่างประเทศหน่อยค่ะ

ผมอยากให้ผู้อ่านได้ถามตัวเองก่อนว่า อยากจะทำงานต่างประเทศเพื่ออะไร เช่น
1. ถ้าคุณอยากมาทำงานเพื่อเก็บเงิน pocket money ชั่วคราว อันนี้ง่ายครับ สมัคร working holiday ก็มาได้ มาสักสองสามเดือน ทำงานร้านอาหาร งาน part-time ตามห้างร้านต่างๆ ถือว่ามาทำสนุกๆครับ
2. ถ้าคุณอยากมาทำงานจริงจังตามสายอาชีพ แนะให้คิดต่อด้วยครับว่าคุณต้องการอะไร คุณอยากมาหาโปรไฟล์ดีๆ กลับไปต่อยอดที่ไทย หรือคุณอยากจะมาตั้งรกรากที่นี่

การมาใช้ชิวิตอยู่เมืองนอกมันมีต้นทุนทางสังคมสูงครับ คือเราต้องยอมเสียสละเวลาที่จะใช้กับครอบครัว เพื่อนสนิทมิตรสหาย และความสะดวกสบายทั้งหลายในเมืองไทยครับ และการที่คุณมาที่นี่ ทุกอย่างเริ่มจาก “ศูนย์” นะครับ ทั้งหาบ้าน ทำกับข้าว ดูแลค่าใช้จ่าย หางาน

ดังนั้นเหตุผลที่คุณจะมาทำงานเมืองนอกจึงต้องมี “น้ำหนัก” มากพอที่จะทำให้คุณยอมเสียสละทุกอย่างในเมืองไทยมาได้ครับ

Q: แล้วถ้าคนที่อยากมาอยู่แบบจริงๆจังที่นี่และได้ทำงานตรงความสามารถละคะ ควรเริ่มที่ไหนดี

สมมติถ้าคุณตัดสินใจจะมาทำงานที่นี่จริงจัง ก็มีทางเลือกสองสามทางครับ เช่น
ถ้าคุณทำงานในบริษัทต่างชาติที่ไทยที่มีสาขาที่นี่ ก็สามารถลองดูโอกาสที่จะขอทำเรื่องให้ย้ายมาทำงานที่สำนักงานที่ประเทศนี้ (อันนี้ต้องแล้วแต่ว่าคุณจะสามารถเขียน business case เกลี้ยกล่อมทางบริษัทได้ดีแค่ไหน)

คุณอาจจะมาเรียนต่อที่นี่ ในสายงานที่รัฐบาลที่นี่ต้องการ https://www.jobs.gov.au/skill-shortages
ระหว่างเรียนก็พยายามปรับปรุงภาษา + หาประสบการณ์ฝึกงานในช่วงสองเทอมสุดท้ายก่อนจบให้ได้ครับ
ที่สำคัญคุณจะต้องแสดงเจตจำนงค์กับทางเอเย่นที่ไทยว่าคุณต้องการมาเรียน เพื่อหางานที่นี่ เค้าจะได้สามารถหาหลักสูตรของมหาลัยที่ทางรัฐบาลรับรองว่า เข้าข่ายสายอาชีพขาดแคลนให้กับคุณได้ นอกจากนั้นเอเย่นของคุณก็อาจสามารถช่วยแนะนำวีซ่าต่างๆ ที่คุณจะสามารถสมัครได้เพื่อให้ไปให้ถึง permanent resident ที่นี่

ถ้าคู่สมรสของคุณเป็นคนที่นี่ ก็สามารถสมัคร spouse visa เพื่อจะได้มาหางานที่นี่ได้ครับ อันนี้คุณก็ต้องเตรียมหลักฐานความสัมพันธ์ให้แน่นหนาทีสุดครับ

อีกด้านหนึ่งที่เป็นตัวสร้างโอกาสให้คุณคือ เรซูเม่ กับ linkedIn ครับ, โปรไฟล์ที่คุณนำเสนอจะต้องไม่มีข้อผิดพลาดทางแกรมม่า กะทัดรัด คนอ่านสามารถเข้าใจความสามารถ จุดอ่อน จุดแข็ง ของคุณภายในสามสิบวินาทีตอนอ่านนะครับ

Q: ต้นมีวิธีฝึกภาษาอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ผมทำคือ
ผมฝึกภาษาอังกฤษด้วยการอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นที่ถูกแปลเป็นอังกฤษแล้วครับ (เป็นคนชอบ anime e.g. Naruto, One Punch Man, Berserk, Tokyo Ghoul )
ผมดูหนัง แล้วเปิด sub อ่านตาม แล้วสังเกตุการออกเสียงว่าเค้าออกเสียงกันอย่างไร แล้วจดลงสมุดโน้ต
ผมย้ายบ้านเข้าไปอยู่ใน shared house ที่มีเพื่อนบ้านนานาชาติครับ อันนี้ได้ภาษาแน่นอน

Q: เคยเจออะไรพีคที่สุดในออสเตรเลีย

ตอนสมัยเรียนมหาลัย ระหว่างทางกลับบ้านช่วงห้าทุ่ม ผมโดนแกงค์คนท้องถิ่นปล้นครับ เอามีด ค้อน ปืน จ่อรอบตัว คิดว่าชีวิตจบแล้ว ขอบคุณพระเจ้าครับที่เค้าแค่เอามือถือกับเงินสด โดยไม่ได้ทำร้ายอะไร ผมได้มีโอกาสไปกรมตำรวจเพื่อทำ police report ครั้งแรกตอนปี 2008 คุยกับตำรวจไม่รู้เรื่อง ต้องให้เพื่อนคนจีนเป็นล่ามอีกทีครับ 555

Q: การทำงานที่ Jetstar เนี่ย…มีสิทธิพิเศษอะไรบ้าง

สามารถซื้อตั๋วในเครือ Jetstar, Qantas, Emirate ในราคา 10% ของราคาจริงครับ แต่เงือนไขคือคุณจะโดน standby พูดง่ายๆ คือ พอถึงสนามบินในวันเดินทาง เค้ายอมให้คุณขึ้นเครื่องได้ต่อเมื่อเที่ยวบินมีที่ว่างที่ไม่มีลูกค้าจองครับ หรืออาจได้มีโอกาสไปนั่งในห้องกัปตันแทน 555

Q: ต้นภูมิใจอะไรตัวเองมากที่สุด

ผมเป็นลูกคนโต มีน้องชาย มีแม่ ส่วนคุณพ่อเสียตั้งแต่ผมเข้าจุฬาปีหนึ่ง แม่ของผมเลยต้องรับช่วงธุรกิจเล็กๆ ของพ่อผม (บริการขนส่งแก๊สหุงต้ม) เพื่อเลี้ยงดูลูกชายสองคน กิจการตัวนี้ทำให้แม่ผมความดันขึ้น เครียด ไม่มีความสุข

ตอนนั้น (ช่วงที่กำลังจะไปต่อนอก) ในความคิดของผมคือ ต้องออกไปหาข้าวหม้อหน้า และตั้งตัวให้ได้ เพื่อจะได้สามารถดูแลที่บ้าน แม่ของผมตัดสินใจลงทุนเงินเหรียญเพื่อส่งเสียให้ผมไปเรียน ป.โท ฉะนั้น ผมก็ต้องสามารถที่จะหาเงินเหรียญมาคืนที่บ้านได้ และที่สำคัญ ผมตั้งใจว่าจะเป็น change agent ที่จะให้ชีวิตใหม่กับแม่และน้องชาย นั่นคือการที่จะนำเค้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่ประเทศออสเตรเลีย ให้เค้าได้เจออากาศที่ดีกว่า สิ่งแวดล้อมที่เขียว การเดินทางปลอดภัย ผู้คนจากหลายพื้นเพถิ่นฐาน ตั้งใจว่าให้แม่สามารถทำงาน part time ตอนเกษียณเพื่อให้ท่านได้ใช้ภาษาอังกฤษ (เป็นความฝันของแกตั้งแต่ยังสาวๆ ว่าอยากคุยอังกฤษได้)

ทุกวันนี้ผมได้สมัครวีซ่าสปอนเซอร์ให้แม่ย้ายมาอยู่กับผมไปแล้วครับ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่ Australia

ชอบ
1. สัดส่วนรายได้ต่อค่าครองชีพถูกครับ คนทั่วไปมักมองว่าค่าครองชีพที่นีแพง ใช่ครับ แต่ถ้าคุณเทียบกับรายได้ สัดส่วนเงิมออมของคุณเยอะกว่าที่หลายๆ ประเทศในโซนเอเชียแน่นอนครับ
2. ทำงานกับคนที่นี่ ผมสามารถแสดงความเห็นได้ตรงๆ กับเพื่อนร่วมงาน ฝ่ายบริหารได้ ความเป็นอาวุโสที่นี่ไม่ได้มีมากเหมือนที่ไทย
3. อาหารครับ ผมชอบ brunch + coffee ที่ Melbourne ครับ โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟที่นี่ อิมพอร์ตมาจากแหล่งปลูกหลายๆ ที่ครับ ทั้งบราซิล ปาปัว คอลัมเบีย รวมถึงไทยด้วย แต่ละที่ก็มีรสชาติไม่เหมือนกัน สไตล์การชงกาแฟที่นี่ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ของโลกครับ อยากให้มาลองชิมดู

ไม่ชอบ
1. Bogan หรือคนท้องถื่นที่ไม่มีการศึกษาที่นี่ครับ พบเจอบ่อยใน Tram รถราง คนกลุ่มนี้บางทีจะมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เพราะคิดว่าเราไปแย่งงานเค้า บางทีพูดจาหยาบคายใส่ก็มีครับ
2. Tax ภาษีที่นี่สูงครับ ยิ่งรายได้เยอะ ยิ่งโดนเยอะ แนะนำให้ลงทุนอสังหาไว้ลดหย่อนภาษีครับ
3. อากาศที่แปรปรวนครับ หนึ่งวันมีสี่ฤดูนี่เคยเจอมาแล้ว

Q: ถ้าเลือกได้ 1 เล่ม…อยากแนะนำหนังสือเล่มไหนให้คนอ่าน

เอาหนังสือเด็กนอกที่คุณต้าเขียนนิแหละครับ 😛

Q: มีอะไรอยากฝากไว้ให้กับคนที่อยากเจริญรอยตามต้น

ผมอยากให้คนที่อยากมาทำงานที่นี่ ตั้งเป้าเพื่อจะได้ทำงานที่ตัวเองรักนะครับ ผมมีเห็นเพื่อนคนไทยหลายๆ คนติดอยู่กับงานที่ตัวเองไม่ชอบเพียงเพื่อให้สามารถได้อยู่ในประเทศนี้ ซึ่งผมคิดว่า “เค้าอาจจะพลาดเป้า (missing the mark) ไป” ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายครับ เพราะเราอายุมากถึงจุดหนึ่ง การกลับไทย หรือการเปลี่ยนสายอาชีพอาจทำได้ยากมากขึ้น เพราะอาจจะมีต้นทุนทางเวลา ต้นทุนทางสังคมที่สูงขึ้น
ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ก็สามารถส่งข้อความมาที่เฟสบุ๊คผมได้ครับ

Facebook Comments