แจน เส้นทางชีวิตนักแสดงไทยใน New York

0
1108
แจน เส้นทางชีวิตนักแสดงไทยใน New York

Q: แนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อย

สวัสดีค่า ชื่อ แจน ค่ะ วสุธิดา ปุณวัฒนา ตอนนี้เป็นนักแสดงละครเวทีอยู่ที่ New York ค่า แจนจบปริญญาตรีที่ ศิลปกรรมศาสตร์ เอก ขับร้องสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็มาต่อการแสดงที่ The Lee Strasberg Theatre and Film Institute ค่ะ

ตอนนี้ก็มีละครเพลง กำลังอยู่ในช่วงซ้อมค่ะ มีงานคอนเสิร์ตร้องเพลง (จากละครเพลง) ละก็มีละครกับกลุ่มละครที่จะนำไปเล่นที่ Poland ปีหน้าค่ะ

Q: อยุ่ไทยดีๆ ทำไมน้องแจนถึงไปอยู่ที่อเมริกาอ่ะคะ

มาเรียนก่อนค่ะ เริ่มที่ตัดสินใจมาเรียนต่อด้านการแสดง เพราะว่าอยากพาตัวเองไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ/เพิ่มเติม จากสิ่งที่เคยสัมผัสมา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการแสดงในมหาวิทยาลัยหรือว่าการเรียนจากการแสดงละครแต่ละเรื่อง

พอเรียนจบ ก็มีโอกาสเข้าร่วม production ต่อมาเรื่อยๆ (งานมักจะมาตอนที่เป็นรอยต่อจะกลับไม่กลับ 555) ก็เลยยิงยาวมาจนถึงตอนนี้ค่ะ

Q: กว่าจะมาถึงจุดที่แจนอยู่ในขณะนี้…แจนต้องผ่านอะไรมาบ้าง

ถ้าพูดถึงเรื่องการทำงาน ด้วยสายอาชีพก็ไม่ต่างกับนักแสดงคนอื่นที่ต้องทำค่ะ ต้องผ่านการฝึกฝน/พัฒนาตัวเอง(ตลอดเวลา) ผ่านการออดิชั่นกว่าจะได้แต่ละงาน แต่ทุกอย่างที่ว่านี้ พอเป็น New York ก็คูณสองความยากไปค่ะ 55

ส่วนถ้าเรื่องการใช้ชีวิต ก็ได้พบเจอคนที่หลากหลายขึ้นค่ะ เห็นโลกในหลากหลายมุมมองมากขึ้น ไม่ใช่โลกสวยเสมอ โรยด้วยกลีบกุหลาบ เหมือนแต่ก่อน แต่ด้วยทุกอย่างทั้งดีและร้ายมันก็สอนให้เราแข็งแกร่งขึ้นค่ะ แกร่งแต่ไม่กระด้างนะ

Q: อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้แจนมี ไฟ มี Passion การแสดงมานานหลายปี

จริงๆแล้วถ้าทุกคนหาสิ่งที่ชอบ รัก หรือสนใจเจอ…passion จะตามมาเองค่ะ

ถามว่าทำไมแจนถึงมี passion ให้การแสดงมานานหลายปี คงเป็นเพราะว่าแจนยังสนุกกับสิ่งที่ทำ และก็รู้สึกว่าเรายังตื่นเต้นที่จะไปเจออะไรใหม่ๆ เหมือนเด็กที่เล่นดินน้ำมัน วันนี้ทำเป็นรูปนี้…พรุ่งนี้ทำอีกอย่าง อ้าว!!! ทำตกโดนคนเหยียบ เออ..ก็ได้อีกลาย อีกสี สวยไปอีกแบบนี่นา ประมาณนี้อ่ะค่ะ มันเลยไม่เบื่อเลย

คำว่า Passion พอได้ยินคนส่วนใหญ่จะนึกไปถึงสิ่งที่ใหญ่โต เป็นความต้องการ เป็นอารมณ์ที่มากล้นซะเยอะ แต่แจนเชื่อว่าทุกคนมี passion ในบางอย่างอยู่กับตัวอยู่แล้วค่ะ อยู่ที่ว่า…มันจะเล็กหรือใหญ่ จะเป็น passion ที่กลายมาเป็นอาชีพ หรือจะเป็น passion ที่เป็นงานอดิเรก

แจนเองก็มีหลาย passion ต่าง level กันไป 555 เพราะฉะนั้นอย่ามองมันเป็นเรื่องไกลตัวค่ะ บางทีเราแค่อาจจะไม่ได้ใช้คำคำเดียวกัน แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขอยู่ทุกๆครั้งที่จับมัน หรืออยู่กับมัน นั่นแหละค่ะ… “passion”

Q: มีทิปอะไรบ้างอยากฝากกับคนที่ยังกำลังตามหา passion ของตัวเองอยู่

เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าสิ่งรอบตัวเริ่มจำเจ หมดสนุก แจนแนะนำให้ออกเที่ยวค่ะ จะเป็นเที่ยวท่องโลกทางความคิด ไม่ว่าจะอ่านหนังสือแนวใหม่ๆ ฟังเพลงแนวใหม่ๆ หรือการเดินทางเที่ยวในที่ที่ไม่คิดจะไป คิดว่าตัวเองจะไม่ชอบ ลองดูค่ะ เวิร์คมาก เราจะได้เรียนรู้ตัวเองในแบบที่เราอาจจะไม่คิดมาก่อนก็ได้

Q: แจนคิดว่าตัวเองเป็นเด็กนอกแบบไหน ใช้ชีวิตยังไง และมีคติการใช้ชีวิตที่เมืองนอกยังไง

5555 แจนเป็นเด็กนอกที่ไทยมากๆค่ะ ยังติดอาหารไทย ยังชอบอ่านบทความต่างๆของไทย ละก็ชอบเอาความเป็นไทยไปเผยแพร่คนรอบข้าง ชอบสอนภาษาไทยเพื่อนฝรั่ง พาไปทานอาหารไทยตลอด เวลาละครที่เล่นก็จะคอยหยอดๆความเป็นไทยใส่ไปตลอด ไม่ได้เป็นเจตนาจะเป็นแบบ Nationalism หรืออะไรแบบนั้น แต่รู้สึกว่า ก็นี่แหละตัวเรา นี่แหละความเป็นเรา!

เราเกิดมาทั้งชีวิต โตมากับความเป็นไทย สิ่งพวกนี้คือสิ่งที่ทำให้คนทุกคนต่างกัน เราจะพยายามไปเป็นแบบอื่นทำไม ในเมื่อสิ่งนี้แหละคือเสน่ห์ อันนี้คือเรื่องตัวตน

Q: การเป็นเด็กนอก ใช้ชีวิตในต่างแดนมันทำให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างคะ

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าแกร่งขึ้นค่ะ ทั้ง “ร่างกายและจิตใจ” ต้องทำอะไรเอง รับผิดชอบเองทุกอย่าง จัดการชีวิตตัวเองทุกเรื่องจริงๆ

สำหรับแจน คือ เป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิตที่ภูมิใจมากๆ มุมมองในหลายๆด้านก็เปลี่ยนไป อาจจะด้วยอายุ ด้วยสถานการณ์ แจนรู้สึกว่าแจนเห็นคุณค่าของคำว่าโอกาสมากขึ้น โอกาสที่ต้องให้กับตัวเอง อยากจะได้อะไรต้องเริ่มลงมือทำ เวลาไม่รอใคร ที่สำคัญท้อได้แต่ต้องกลับมาให้ไวค่ะ

Q: ตอนนี้น้องแจนอยู่ที่อเมริกาในฐานะ Permanent resident หรือ citizen เลยมั๊ยคะ

ไม่ค่ะ ยังห่างไกล แจนถือ O-1 visa ( Extraordinary Ability) หรือที่เราเรียกชื่อเล่นกันว่า Artist visa

ถ้าคนทำอาชีพสาย Art ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น นักแสดง นักร้อง นางแบบ ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า จิตกร film maker ก็จะต้องตกมาเป็นวีซ่าประเภทนี้ เพื่อที่จะทำงานได้อย่างถูกกฏหมายค่ะ ระยะเวลาของวีซ่าคือ 1 หรือ 3 ปี

Q: เคยเจออะไรพีคๆใน US มาบ้าง

พีคตลอดเวลาเลยน่ะสิ มีพีคหลายอารมณ์…

ถ้าน่าตกใจและซวยสุดๆ…ก็ตอนที่โดนโจรจี้! (ไม่ใช่จั๊กจี้นะคะ 555) แบบจี้ลักทรัพย์ พอเรายื้อๆไม่ให้ของเค้าก็ผลักตกบ่อน้ำพุ หนาวมาก เปียกทั้งตัว ขึ้นมาเรียกแท็กซี่ เค้าก็ไม่รับ หาว่าเราเมาละลงไปเล่นน้ำเอง พีคไม่ทันตั้งตัว! ก็ตอนไปออดิชั่นครั้งนึงเราก็เตรียมไปปกติ (32 Bars) แต่งานนี้คนเยอะมากๆ เพราะเป็นงานใหญ่ พอมาถึงตาแจน สรุปเหลือได้ร้องแค่ 8 Bars ไปไม่ถูกเลยค่ะ ก็เลยร้อง 1 ประโยคที่โชว์มากที่สุดในเพลง 555
พีคเสี่ยงตาย! ปีที่แล้วไป Road trip ละมีสถานที่เที่ยวนึงที่ต้องขับลุยโคลนเหลวๆ บังคับยากมากจนล้อเหวี่ยง ละเหวี่ยงไปไหนไม่เหวี่ยง เหวี่ยงไปข้างทางที่เป็นหุบเขา วันนั้นไหว้ทุกพระเลยค่ะ 55

มีให้ลุ้นๆตุ้มๆต่อมๆตลอดเวลา เลยค่ะ ก็ดีนะ ชีวิตมีสีสัน ไม่น่าเบื่อ

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับชีวิตที่ US

ต้องออกตัวก่อนว่า ตั้งแต่มาก็อยู่แต่ใน New York ไม่ได้ย้ายไปที่ไหน ตอนเด็กๆเคยอยู่ Indiana มาปีนึง เพราะฉะนั้น คำตอบจะเป็นแค่จาก background ของแจนเท่านั้นที่เจอมา ไม่ได้หมายถึง US ทั้งหมดละกันนะคะ

ชอบ
ความความอิสระและการรับฟังในการแสดงความคิดเห็นของคนอื่น มันทำให้ได้มุมมอง/งานใหม่ๆที่น่าสนใจ มีมิติขึ้น
การที่คนที่นี่ให้ความสำคัญกับ Art appreciation ปลูกฝังตั้งแต่เด็กเลย ละก็เรื่องพื้นที่สีเขียวที่นี่ ถึงแม้จะเป็นเมืองเศรษฐกิจ แต่เค้าก็ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับหญ้า กับต้นไม้
การตรงต่อเวลาและรักษากฎระเบียบ มันคือการสอนให้เราเคารพซึ่งกันและกันไปในตัว ซึ่งพอมีจุดนี้ ปัญหาจะไม่ค่อยเกิดขึ้น

ไม่ชอบ
ความเร่งรีบจนเพิกเฉยของคนเมืองนี้
ที่ไม่มีรถ 5555
ที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัว

Q: มีหนังสือเล่มไหนที่อยากแนะนำให้คนอื่นต้องอ่านให้ได้ 1 เล่ม

หนังสือชื่อ สอนคนขี้บ่น ของ พระอาจารย์มิตซูโอะ อยากให้ทุกคนได้ลองอ่านดู เป็นหนึ่งในหนังสือที่อ่านแล้ว ทำให้คิดได้…และมีความสุขมากขึ้นในการใช้ชีวิต

Q: quote อะไรสอนชีวิตได้ดีที่สุด

The happiest people don’t have the best of everything, they just make the best of everything.

Q: มีอะไรอยากฝากไว้กับคนที่อยากเจริญรอยตามแจน

แจนว่าทุกคนมีเส้นทางที่ต่างกัน ด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายๆอย่าง แจนว่ามันไม่มีรูปแบบตายตัว ทางที่แจนเดินมา ก็เป็นแค่หนึ่งทางเลือกในอีกร้อยล้านทางเลือกที่ถูกเลือกขึ้นมา

แจนเชื่อว่า “หากมีฝัน…ก็อย่าปล่อยให้มันเป็นแค่ฝัน” เดินตามมันไป ทีละนิด ทีละนิด มันก็ใกล้ขึ้น อย่ากลัวที่จะเริ่ม อย่ากลัวที่จะจบ เพราะบางทีจุดจบคือจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่เช่นกัน และขอให้เชื่อว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ

Facebook Comments