ฝน วิธีแก้ปัญหาคลาสสิคของเด็กนอก “ภาษา” “เหงา” “culture shock”

0
162
ฝน วิธีแก้ปัญหาคลาสสิคของเด็กนอก “ภาษา” “เหงา” “culture shock”

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อ สรวีย์ ชื่อเล่น น้ำฝนค่ะ อายุ 23 ปี พึ่งจบปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะบัญชี (BBA สาขาบัญชี) เมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ฝนทำงานอยู่บริษัท EY เป็น Big 4 ทางด้าน Auditor

ในช่วงมัธยมปลายกับมหาลัยฝนได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตและก็เรียนอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 3 ครั้งค่ะ ครั้งแรกตอนม.5 ฝนเป็น High School Exchange Student ที่ North Carolina 1 ปีการศึกษา ครั้งที่ 2 เป็นช่วง summer ของปิดเทอมปี 2 ที่ Chicago และครั้งที่ 3 ล่าสุดเลยไปตอนปี 3 เทอม 2 เป็น College exchange student อยู่ 1 เทอมที่ Florida ค่ะ

Q: ทำไมไป exchange ที่ US ถึงตั้ง 3 ครั้งเลยอ่ะคะ

ตอนที่ไปเป็น exchange student ช่วง high school ฝนมีความประทับใจกับประเทศนี้ ทั้งเรื่องการศึกษาและเรื่องคน โปรแกรมการเรียนที่ดี ไม่หนักมากแต่ก็ไม่น้อยจนเกินไป

คนก็ nice ฝนโชคดีที่ได้เจอ host family ที่ดีคอยเทคแคร์ ดูแลเอาใจใส่ดีมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ เพื่อนที่น่ารัก คุณครูที่คอยดูแล ทำให้ฝนรู้สึกว่าเป็นความประทับใจที่จะไม่ลืมเลย ปัจจุบันพอนึกถึงช่วงเวลานั้น ก็เลยอยากจะกลับไปสหรัฐอเมริกาอีก

อีกเหตุผลหลักคืออยากฝึกภาษาอังกฤษด้วย เลยไม่ลังเลที่จะกลับไป

Q: ชีวิตการเรียนการสอนที่นั่นต่างจากที่ไทยเป็นยังไงบ้าง

ถ้าให้พูดจริงๆแล้วความต่างระหว่าง UF กับจุฬาฯ อย่างนึงเลย คือ เค้าไม่ค่อย Strict มาก คนที่นั่นมี double major ได้ อย่างคุณเรียน business แต่ major ที่ 2 อาจจะเป็นจิตวิทยาได้ เค้า free มาก มหาลัยเป็นที่ที่ได้ค้นพบตัวเองหรือถ้าอยู่ปี 2 แล้วอยากจะเปลี่ยน major ก็ไม่มีปัญหา สามารถเปลี่ยนได้เลย ค่อนข้างที่จะให้อิสระกับนักศึกษาพอสมควร

ส่วนห้องเรียนก็จะคล้ายๆกับของจุฬาฯ มีทั้งเล็กทั้งใหญ่ แต่ในเรื่องการเรียนการสอน คนที่นู่นจะ participate in class มากๆ ยกมือตอบกันตลอดเลย ทำให้บรรยากาศการเรียนมันค่อนข้างต่างกันเลยนะ พอมีคนยกมือตอบมีการถกเถียงกันก็ทำให้การเรียนมันไม่น่าเบื่อสนุกสนานดี

Q: อุปสรรคของเด็กนอกที่ฝนเจอมามีอะไรบ้าง

1. “เรื่องภาษา” เราเกิดและโตมาในประเทศไทย เรียนโรงเรียนไทย ไม่ใช่โรงเรียนอินเตอร์ ดังนั้นฝนยอมรับเลยว่าภาษาอังกฤษของฝนไม่ได้ดีเลย พอไปที่นั่นครั้งแรกรู้สึกว่าตัวเองฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย รู้สึกว่ามันก็ยากนะ แต่ว่าไม่ได้ยากขนาดว่าเราจะก้าวข้ามไปไม่ได้ มันอยู่ที่ตัวเราเอง

ฉะนั้นเราต้องกล้าพูด กล้าสื่อสาร พอรู้ว่าเราพูดผิดก็แก้ไข ก็ต้องค่อยๆเรียนรู้ความผิดพลาดไป แล้วเราก็จะเก่งขึ้น ที่นู่น native speaker บางคนก็ใจดี เค้าก็จะคอยช่วยแนะนำเรา

2. “เรื่องการใช้ชีวิตคนเดียว” เพราะว่าไปอยู่ที่อเมริกา ต่างบ้านต่างเมือง เราพาพ่อแม่ พาญาติไปด้วยไม่ได้ ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ช่วงแรกๆที่ไปก็เกิดความรู้สึกว่าเราจะอยู่รอดรึป่าว แต่ว่าพออยู่ไปสักพัก มันก็อยู่ได้นะ เราต้องเรียนรู้ที่จะทำอะไรต่างๆด้วยตัวเอง

ถ้าไม่พึ่งพาตัวเองแล้วเราจะพึ่งพาใคร มีปัญหาอะไรก็ต้องรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองก่อน จะให้โทรหาพ่อแม่ตลอดก็คงไม่ใช่ เพราะด้วยเวลาที่ต่างกัน กว่าท่านช่วยเราแก้ไขปัญหา มันก็ไม่ทันเวลาแล้ว มันทำให้เรารู้ว่าเราต้องมีสติ คิดเสมอว่าทำอะไรอยู่ แล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ต้องตั้งสติว่าเราต้องทำอะไร แก้ไขอย่างไร

3. “เรื่องวัฒนธรรม” มันต่างกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็อาจจะเจอว่าเค้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เราทำ เราเองก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เค้าทำ แต่ก็ถือว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรคที่ยาก ขอแค่เปิดใจก็จะยอมรับวัฒนธรรมแปลกๆใหม่ๆมา บางวัฒนธรรมเราอาจจะไม่เข้าใจจริงๆ ก็ไม่ต้องตัดสินว่ามันไม่ดีนะ มองไปซะว่าคนเรามันไม่เหมือนกันก็พอ เอาง่ายๆคือต้องเปิดใจล้วนๆค่ะ

Q: การมีโอกาสไปใช้ชีวิตในต่างแดน มันให้อะไรกับชีวิตเราบ้างคะ

มันทำให้เราเปิดโลกทัศน์ตัวเอง มันเหมือนกับว่าเราไปเรียนรู้อะไรที่เป็นสิ่งใหม่ สิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆแล้วโลกนี้ มันมีอะไรที่รอให้เราสัมผัส รอให้เราไปเรียนรู้อีกเยอะมาก
มันทำให้เราโตขึ้น เหมือนที่เคยพูดไปแล้วว่า เราไปเรียนคนเดียว ไม่มีใครมาคอยช่วยเหลือเราได้ตลอดเวลา ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเรา เราจะดูแล ช่วยเหลือตัวเราเองยังไง
เราได้มิตรภาพเพิ่มขึ้นมา รู้จักเพื่อนเยอะแยะ และตอนนี้ก็ยังติดต่อกับเพื่อน exchange กับ host family อยู่ คล้ายๆกับว่าโลกของเรากว้างขึ้น เพื่อนเราไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทยแล้วนะ

Q : มีเรื่องอะไรพีคๆที่ US มาเล่าให้ฟังกันบ้าง

เรื่องพีคที่สุดของฝนคงเป็นช่วงที่ใกล้จะกลับแล้ว ประมาณเดือนนึงก่อนกลับ เดินๆอยู่ทำยังไงก็ไม่รู้ ก็ข้อเท้าพลิก เจ็บมาก ตอนนั้นคิดว่าเดี๋ยวมันก็หาย แต่สุดท้ายก็ต้องใส่ walking boots สำหรับช่วยเดิน ตอนนั้นก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตเราต้องลำบากขนาดนี้ เท้าพลิกถึงขนาดว่าต้องใส่ walking boots เลยหรอ พอใช้ชีวิตแบบนั้นสักระยะหนึ่งก็เริ่มเห็นถึงความช่วยเหลือของเพื่อนๆ พอเค้าเห็นว่าเราเป็นแบบนี้ roommate ก็มาดูแล ช่วยเหลือ พาไปหาหมอ เพื่อนคนอื่นก็แวะมาหาที่ห้อง มาให้กำลังใจ

อย่างตอนที่กำลังจะไปซื้อของ เราก็นั่งบัสไปปกติ คนผ่านไปผ่านมาก็มาบอก “ให้หายไวไว” เราก็รู้สึกประทับใจว่าคนที่นี่น่ารักกันจังเลย

แต่ว่าก็เศร้าใจเหมือนกัน เพราะช่วงนั้นมีซีซั่นสุดท้ายของ American football แล้วเราดันไปไม่ได้ เหมือนพลาดอะไรไปเหมือนกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องพีคๆ ตอนใช้ชีวิตอยู่ที่นู่น เพราะดันจะจบอยู่แล้วดันขาเดินไม่ได้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยอมรับ ปล่อยมันไปตามยถากรรม

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่ US

ชอบ
มันก็จะมีอิสระมากๆหน่อย จะไปไหนมาไหนยังไงก็ได้ไปอยู่ ฟินดี แต่ว่าการอยู่คนเดียว ต้องช่วยเหลือตัวเอง ดูแลตัวเอง ทำให้โตขึ้น มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเพราะรู้ว่าไม่มีใครสามารถช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอา

สหรัฐอเมริกา มีคนจากหลากหลายชาติมา เหมือนเป็นประเทศที่รวมหลายชาติ ฉะนั้นก็จะเจอคนที่ไม่ได้มีวัฒนธรรมเดียวกันเหมือนประเทศไทย พอเจอคนหลายเชื้อชาติก็เหมือนเราเจอสิ่งใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆให้ได้เรียนรู้ ก็ทำให้รู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งหนึ่งนะที่ทำให้เราเปิดโลกทัศน์เพิ่มขึ้น ได้ฝึกภาษา ทำให้ภาษาอังกฤษดีขึ้น และมีความกล้ามากขึ้นที่จะพูดกับ native speaker รวมถึงความกล้าที่จะลองทำอะไรที่แต่ก่อนไม่เคยลอง รู้สึกตัวเองกล้าที่จะออกจาก comfort zone ตัวเองมากขึ้นซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้มีโอกาสในการค้นหาตัวเองที่เยอะขึ้น เจอตัวเองในด้านใหม่ๆ

ไม่ชอบ
คิดถึงครอบครัว คิดถึงเพื่อน บางเวลาก็รู้สึกเหงานะ เมืองที่ฝนไปอยู่ก็เป็นเมืองที่เงียบ ไม่เหมือนกรุงเทพที่ตอนดึกๆก็ยังมีอะไรให้ทำ เช่น night market mall
การเดินทางก็ลำบากบ้างนิดนึง เพราะการขนส่งสาธารณะมีแค่รถเมล์กับ uber ซึ่งราคาก็ไม่ได้ถูก บางครั้ง เวลาไปซื้อของกินของใช้จากซุปเปอร์ ก็ถือของหนักขึ้นรถเมล์หรือไม่บางครั้งก็อาศัยเพื่อนที่มีรถเอา

การต้องทำอาหารทานเอง จริงๆแล้วมันมีคล้ายๆว่าเราสามารถที่จะซื้ออาหารของโรงอาหารที่มหาลัยแบบเหมาทั้งเดือนได้ แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นอาหารที่มีความอเมริกันมาก และเราเป็นคนเอเชียก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะทานทุกวัน เลยสรุปว่างั้นทำเองดีกว่า และสกิลการทำอาหารของเรามันก็พอทานได้

Q: มีหนังสืออะไรอยากแนะนำให้คนอ่านมั๊ย

ฝนขอแนะนำเป็น clips จาก TED Talk คือเป็นคลิปที่ฟังหลายรอบแล้ว ยิ่งฟังก็ยิ่งเห็นด้วย คือ The power of vulnerability พูดโดย Brene Brown ฟังแล้วทำให้รู้สึกว่ามันเปิดความคิดเราดี ฟังกี่ครั้งก็ชอบ

และอีกอันคือ How to stop screwing yourself over พูดโดย Mel Robbins เค้ามีวิธีเล่าเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับว่า ถ้าอยากประสบผลสำเร็จอะไรสักอย่าง ทุกคนทำได้ ด้วยกฎ 5 วินาที (The 5-Second Rule) Mel เองเขียนหนังสือด้วย ถ้าเพื่อนคนไหนสนใจก็ไปหาอ่านได้หรือดูคลิปก็ได้ค่ะ

Q: ฝากอะไรไว้ให้น้องๆที่อยากเจริญรอยตาม Numfon หน่อยค่ะ

ต้องเริ่มจาก mindset เลยว่าไปที่นั่นเราต้องเป็น open-minded person การเปิดใจด้านวัฒนธรรม/เชื่อชาติเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆเลย เป็นกุญแจที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆและทำให้เรามีความสุข และก็ไม่ควรใช้ judgement ของเราเอง ไปมองว่าคนนั้นทำถูก คนนี้ทำผิด แต่เป็นการเปิดรับมามากกว่าว่าเค้ามีแบบนี้ เค้าทำแบบนี้ คิดต่อไปว่าทำไมเค้าถึงทำ
เรื่องต่อมา คือ ภาษา อย่าเขินหรืออายที่จะพูดหรือสื่อสารกะคนที่นู่น หากวันนี้เราอายที่ไม่กล้าจะคุยกับใครเลย พรุ่งนี้ขอคุยกับใครก็ได้ สักคนก็พอ มันเหมือนเป็นการ challenge ตัวเองเหมือนกัน จากที่เดิมทำไม่ได้เลย แต่พอวันนี้และวันต่อๆไป เราทำได้ดีขึ้น

อย่าสร้างกำแพงหรือปิดกั้นตัวเอง เพราะถ้าเรายิ่งมีกำแพง ยิ่งคิดไปในแง่ลบ มันก็จะทำให้ตัวเราเองไม่พัฒนา และไม่กล้าออกจาก comfort zone ของตัวเอง ฝนก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆที่อยากเก่งภาษาอยากพัฒนาตัวเองนะคะ สู้ๆค่ะ

Facebook Comments