Belle คนไทยในตำแหน่ง Manager แห่ง The New York Times ในนิวยอร์ค

0
14352

Q: อยากให้เบลล์ช่วยแนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อ เบล อลิสรา กุลชัยพานิช ค่ะ ตอนนี้ ทำงานอยู่ที่ The New York Times ในตำแหน่ง Marketing Operations and Technology Manager  ที่ นิวยอร์ค ค่ะ

คือหลักๆเลย งานด้านที่เบลทำ จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก โดยใช้  Data Management tool ในการทำโมเดลเพื่อ เจาะหากลุ่มเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดขาย และได้ Return On Investment สูงที่สุด

เบลดูแลในส่วนของ ตลาดหนังสือพิมพ์ Home Delivery Business และ Crosswords ใน อเมริกาทั้งหมด ค่ะ งานในทุกๆวันจะเป็นการแพลน Direct Marketing สำหรับ Customer Acquisition และ Customer Retention คะ่

เบลจบปริญญาโท MSc Integrated Marketing – Concentration Marketing Analytics จาก New York University (NYU) ค่ะ

ก่อนหน้านี้ ตอนอยู่เมืองไทย เบล จบปริญญาตรี Bachelor of Business Administration สาขา Marketing (Chinese Minor) จาก Mahidol University International College (MUIC) และทำงานอยู่ L’Oreal Thailand กับ แบรนด์ Kiehl’s มาเกือบ 3 ปีคะ ทำงานในตำแหน่ง Assistant Product Manager

Q: อยู่ที่ L’oreal thailand ดีๆทำไมถึงลาออกไปอเมริกาคะ

ขอเกริ่นก่อนเลยค่ะ ว่า L’Oreal Thailand เป็น บริษัทในฝันของเบลมากๆค่ะ แล้วเบลถือว่าตัวเองโชคดีมาก เบลได้ทำงานกับคนเก่งๆ พี่ๆเพื่อนๆ ที่ทีมคึลส์ ทุกคนน่ารักมาก เบลได้ประสบการณ์ที่ดี ได้มิตรภาพที่ดี ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่ไม่มีทางเรียนรู้จากห้องเรียน และที่สำคัญทำให้เบลได้พัฒนาตัวเองด้วยค่ะ

เบลใช้เวลาคิดอยู่นานมากว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะทิ้งโอกาสที่มีอยู่ตอนนี้ สุดท้ายก็ตกผลึกว่า น่าจะถึงเวลาแล้วล่ะ เบลกลับมาทบทวนและคิดว่าเบลอยากมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญอยากได้ประสบการณ์ชีวิตในต่างประเทศสักครั้ง เลยทำให้เบลตัดสินใจ ไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอรค์ค่ะ

Q: เคยคิดมั๊ยว่าจะได้ร่วมงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง The New York Times กว่าจะได้ร่วมงานกับที่นี่ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

คำถามนี้เบลเป็นคำถามที่เบลโดนถามบ่อยมากคะ 555

ถ้าพูดถึงว่า The New York Times ไม่ได้คิดเลยคะ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าตอนแรก เบลทำงานอยู่อีกบริษัทนึงค่ะ เป็นบริษัท Medium size ที่ขาย Marketing Automation tool ให้กับ Business-to-Business ค่ะ

เบลเริ่มจากเป็น Intern ที่นั้นตอนเบลเรียนอยู่ ปีที่ 2 ที่ NYU และหลังจากจบ Intern สามเดือน เบลก็ได้เข้าไป Full-time Employee อยู่เต็มปีคะ พอเรียนจบพอดีก็ เริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆเพราะเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ท้าทายแล้ว เบลก็เริ่มสมัครงาน มีเรียกไปสัมภาษณ์ ตกรอบบ้าง ไม่ก็สัมภาษณ์ผ่านแต่ติดเรื่องวีซ่า 90% ของการที่ไม่ได้งานคือเพราะวีซ่าคะ

แต่สุดท้ายก็ได้รับการ headhunt ผ่าน Linkedin เพื่อมาทำงานกับ The New York Times ค่ะ สัมภาษณ์งานไป 3 รอบ ใช้เวลาทั้งหมด 4 วัน จนทราบผลว่าได้ค่ะ

Q: โอกาสคนไทยได้วีซ่าทำงานที่อเมริกานี่เป็นยังไงบ้างคะ

คือง่ายๆเลยค่ะว่า นักเรียนที่มาศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา  หลังเรียนจบเค้าสามารถจะต่อวีซ่าให้เรา 1 ถึง 3 ปีได้ถ้าเราสามารถหาบริษัทที่จ้างเราในเงื่อนไขนี้ได้คะ วีซ่านั้นคือ F1 – OPT (Optional Practical Training) ค่ะ แล้วหลังจากนั้น บริษัทที่อยากจ้างเราต่อต้องมีนโยบายเปิดรับคนต่างชาติเพราะเค้าจะต้อง ทำวีซ่า Sponsorship ให้เรา มีค่าใช้จ่ายในการจ้าง ทนายความ (Immigrant Lawyer) บวกกับ  Application fee ซึ่งเรียกว่า วีซ่า H1B คะ

แต่วีซ่านี้ไม่ได้แปลว่าทุกกรณีที่บริษัทสปอนเซอร์ให้จะสามารถได้วีซ่า H1B ทุกคนนะคะ ด้วยความที่อัตราของคนต่างชาติในอเมริกามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆเลยทำให้มีนโยบายการจับฉลาก (Visa Lottery) เกิดขึ้นคะ ซึ่งโอกาสที่จะได้ก็จะยิ่งน้อยเข้าไปอีก  เท่าที่เบลเกริ่นมาทุกคนอาจจะเริ่มคิดแล้วว่า จะมีสักบริษัทในอเมริกามั๊ยที่พร้อมจะเปิดรับคนต่างชาติ และพร้มทำสปอนเซอร์ และจ่ายค่าทำ Visa ให้

นี่คือเป็นปัญหาวีซ่าที่เบลก็ค่อนข้างเหนื่อยกับมันในตอนแรกคะ

Q: แล้วสัมภาษณ์งานกับ The New York Times ยากมั๊ยอ่ะคะ

คือการสัมภาษณ์เริ่มจากสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Head Hunterก่อนค่ะ แล้วก็มี On-Site Interview ที่ The New York Times

  • รอบแรกสัมภาษณ์กับ Director ค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับมุมมองการตลาด การใช้กลยุทธ์เจาะกลุ่มเป้าหมายยังไง ทำไมถึงสนใจงานด้านนี้ มีประสบการณ์อะไรมาบ้าง
  • รอบสองสัมภาษณ์กับ Senior Manager รอบนี้ เกี่ยวกับการทำข้อมูล Coding ล้วนๆคะ ยังจำได้ตอนแรกที่เข้าไปในห้อง เจอ White Board กับ ปากกา Marker เริ่มเดาออกแล้วค่ะว่าเค้าจะให้เขียน Data Code ตามโจทย์ค่ะ ตอนนั้นก็จำได้เลยค่ะว่าเกรงๆอยู่ คือเบลทำ Data Coding ตั้งแต่เรียน NYU นะค่ะ แต่! เบลทำในคอมพิวเตอร์ ไม่เคยใช้ปากกาเขียน Code ขึ้นมาแบบนี้คะ
  • รอบสามก็ไปเจอกับ Director อีกคนค่ะคือตำแหน่งที่เบลได้เข้าไปสัมภาษณ์เนี่ย ต้องทำงานร่วมกับ Product Marketer ส่วนใหญ่คือเราต้องเป็นที่ปรึกษาในการ Execute แคมเปญว่า ควรทำมาร์เกตติ้งแพลนกับกลุ่มลูกค้าไหน เค้าเลยอยากฟังว่าความคิดเห็นเราเป็นยังไง คือเค้าให้ Case Study สำหรับการวางแพลนให้กลุ่มลูกค้าแล้วจำลองว่าถ้าเราต้องเริ่มงานพรุ่งนี้ เราคิดว่าเราจะคำนึงถึงอะไรเป็นอย่างแรก จะว่าตื่นเต้นก็ตื่นเต้นนะค่ะ แต่เบลว่ามันท้าทายและสนุกมาก
  • รอบสี่ สุดท้ายแล้วค่ะ สัมภาษณ์กับ Managing Director ซึ่งรอบนี้คือค่อนข้างรู้สึกได้ว่าคนสัมภาษณ์คนอื่นๆน่าจะชอบเราประมาณนึงค่ะ เลยผ่านมารอบนี้ ☺ รอบนี้คือเป็นคำถามแนวกว้าง  และ High Level มากๆค่ะ เป็นแนวว่าคุณมองว่าตัวเองจะไปอยู่จุดไหนอีก 5 ปีข้างหน้า มองว่าตัวเราเองจะพัฒนาไปในทิศทางไหนค่ะ

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน 3 วันรวดค่ะ และวันที่ 4 ก็ทราบผลว่าได้งานค่ะ

Q: ขอทิปให้กับคนไทยที่อยากมีโอกาสไปทำงานที่ต่างประเทศหน่อยค่ะ ต้องทำอย่างไรและมีอะไรเป็นสิ่งสำคัญบ้าง

เบลว่ามันคือ “ความมั่นใจในตัวเราเอง” ค่ะ มั่นใจว่าถ้าเราตั้งใจทำอะไร ไม่ว่าผลลัพธ์ออกมาจะเป็นยังไงต้องคิดว่าเราไม่มีอะไรจะเสียดายเลยค่ะ

ยกตัวอย่างในเรื่องของการหางานในอเมริกาเลยค่ะ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า Response Rate เราต่ำ ส่ง Resume ไปไม่ค่อยได้รับผลตอบรับกลับมาอย่างที่คาดหวังไว้ อย่าท้อค่ะ ส่งไปเรื่อยๆค่ะ เบลอยากแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องเลือกเฉพาะงานที่เราอยากทำมากๆเท่านั้น

ในช่วงแรกๆ เราควรไปจะลองสนามกับบริษัทที่เรารู้สึกเฉยๆ ไม่ได้อินมาก แลัวเราจะไม่รู้สึกกดดันค่ะเวลาเราไปสัมภาษณ์แล้วเราก็จะรู้เทคนิคว่า culture ของบริษัทแนวนี้เป็นแบบไหน เค้าถามเรายังไงบ้าง แล้วเราควรรับมือกับมันอย่างไร สำหรับเบลยิ่งได้ไปสัมภาษณ์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆค่ะ แล้วก็ยิ่งได้เปรียบค่ะ

Q: ชีวิตการทำงานที่ต่างประเทศต่างจากที่ไทยอย่างไรบ้างคะ

ต่างกันค่อนข้างมากเลยค่ะถ้าพูดถึงเรื่อง Culture โดยรวม เบลว่า:

  • คนอเมริกา Independent มากๆค่ะ ทำอะไรเร็ว ทำคนเดียว มีโลกส่วนตัวสูง อีกอย่างใน The New York Times มีคนจากหลายเชื้อชาติมากๆค่ะถึงแม้ 80% จะเป็นคนที่โตในอเมริกาแต่เค้ามีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  คนที่นี้คุยกันง่ายมากด้วยค่ะขึ้นลิฟท์ด้วยกัน นั่งข้างกันในโรงอาหาร ก็เป็นเพื่อนกันได้แ้ล้วค่ะ
  • เค้าค่อนข้าง Open-Minded ส่วนตัวเบลคิดว่าอาจจะเป็นเพราะนิวยอร์คด้วยแหละค่ะ นิวยอรค์เป็นเมื่องที่ๆคนย้ายมาจากหลายที่มากค่ะ คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับคนต่างชาติค่ะ  เบลมาแรกๆก็ปรับตัวเยอะเหมือนกันนะค่ะ เบลน่าจะเป็นคนไทยคนเดียวในบริษัทเลยค่ะ ส่วนใหญ่คนชอบมา Ice Breaking ด้วยการคุยเกี่ยวกับอาหารไทยค่ะ 555 เบลค่อนข้างเป็นคน Foodie ด้วยบวกกับ ที่นี่อาหารไทยดังมากค่ะ

Q: เบลล์เก่งภาษาอังกฤษอยู่แล้วมั๊ย หรือมีวิธีฝึกภาษาอย่างไรบ้าง

ถ้าจะบอกว่าเก่งเลยมั้ย ก็คงไม่นะค่ะ เบลจบมาจาก โรงเรียนเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ คือเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กจริงแต่ เป็นหลักสูตรภาษาไทยค่ะ แต่เบลมาเลือกเรียนปริญญาตรีที่ MUIC ซึ่งทั้งหลักสูตรสอนเป็นภาษาอังกฤษค่ะ แล้วด้วยสาขา มาร์เกตติ้งที่เบลเรียน จะมีการพรีเซ็นเยอะมากค่ะแทบจะทุกคลาส ก็ได้เริ่มฝึกจากตรงนั้น แล้วหลังเรียนจบ ไปทำงาน L’Oreal ก้ใช้ ภาษาอังกฤษในการทำรายงาน, เขียนอีเมลล์, พรีเซ็นเทชั่น ก็เลยได้ฝึกเพิ่มไปอีกค่ะ

ส่วนตัวเบลฝึกภาษาอังกฤษจากการพูดคุยค่ะ ตอนมาเรียนที่นิวยอรค์ก็จะคุยกับเพื่อนต่างชาติเยอะ แล้วก็ฝึกตัวเองให้อ่านข่าวอย่างน้อย 3-5 ข่าวทุกเช้าค่ะ เบลเชื่อว่าการเขียนที่ดี เริ่มจากการอ่านค่ะ  ส่วนดูหนัง ดูซี่รี่ยอันนั้นแน่น่อนค่ะ เบลว่าทุกคนทำอยู่แล้ว ☺

Q: เคยเจออะไรพีคที่สุดใน US

อยู่นิวยอร์คเบลว่าเจออะไรพีคๆเกือบทุกวันนะคะ 55 คือคนที่นี่มีความอิสระ เสรีมากๆ ทุกคนทำทุกอย่างไม่แคร์อะไรสุดๆค่ะ มีคนพูดคนเดียวบนถนน บางคนฟังเพลงใน Subway แล้วก็เต้นคนเดียว (ไม่ใช่คนบ้านะค่ะ คนปกติใส่สูททำงานแบบนั้นเลยค่ะ)

แต่เบลว่าที่พีคสุดคือ นิวยอร์คจะมีหนึ่งวันของปีที่เค้าเรียกว่า “No Pants Subway Ride” คือทุกคนจะใส่แค่ Undies ไม่ใส่กางเกงขึ้น Subway คือปีแรกที่เบลมาตกใจมากค่ะ คือเป็นคนกลุ่มใหญ่มากๆค่ะแทบจะทุกสถานีทั้งชายและหญิง

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่ US

ชอบ ความหลากหลายและความตื่นตาตื่นใจ ของเมืองคะ อย่างที่เบลบอกค่ะนิวยอรค์เป็นเมืองที่มีคนแทบทุกสัญชาติอาศัยอยู่ ทำให้ในมี Multi-Cultural Event จัดเยอะมากค่ะ ซึ่งทำให้เบลรู้สึกไม่เบื่อ ทุกวันนี้ก็ยังสนุกนะค่ะ อีกอย่างคือเบลเป็นคนชอบลองอาหารจากหลายประเทศๆมากๆค่ะซึ่งไม่มีที่ไหนมีอาหารหลากหลายเท่านิวยอรค์อีกแล้ว กินยังไงก็ไม่มีทางครบค่ะ

ไม่ชอบมากที่สุด คือความสกปรกของ ซับเวย์ คือมีทุกอย่างที่สกปรกที่จะคิดออกเลยค่ะ ทั้งกลิ่น ทิ้งขยะ ที่สุดแล้วค่ะเบลว่าเพราะว่า ซับเวย์ที่นี่วิ่ง 24 ชมเลยทำให้ไม่มีเวลาได้ดูแลความสะอาด

Q: มีหนังสืออะไรอยากแนะนำให้คนอ่านมั๊ย

หนังสือ Lean In: Women, Work, and the Will to lead เขียนโดย Sheryl Sandberg (COO Facebook) ค่ะ เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับ Working Woman ได้ดีเลยค่ะ

เบลได้ข้อคิดอะไรๆหลายอย่างจากหนังสือเรื่องนี้เยอะมาก เค้าได้พูดถึงว่าการที่ผู้หญิงผ่านอุปสรรคมากมายในชีวิต ในการทำงาน ครอบครัว และแชร์ประสบการณ์ว่าผู้หญิงสามารถประสบความสำเร็จในบทบาทที่แต่งต่างกันออกไป หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างเปลียนความคิดในหลายๆด้านของเบลเลยค่ะ

Q: มีอะไรอยากฝากไว้ให้กับคนที่อยากเจริญรอยตามเบลล์

ถ้าคนเรามีแรงผลักดัน มีทัศนคติที่ดีเราก็จะสามารถประสบความสำเร็จกับสิ่งๆนั้นได้ ในการที่เราจะทำสิ่งใด ไม่จำเป็นต้องกังวัลล่วงหน้าว่าถ้าทำไรแล้วจะเหนื่อยเปล่ามั้ย จะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปไหม

การที่เราตัดสินใจทำอะไรแล้วเราลงมือทำอย่างเต็มที่ สุดท้ายผลลัพธ์ออกมาจะสวยงามหรือไม่ได้เป็นเหมือนที่เราคาดหวังไว้ แต่อย่างน้อยเราเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แล้วที่สำคัญเราจะไม่เสียใจที่เราไม่ได้ทำมัน

เหมือน Quote ที่เบลติดประจำใจเสมอ “Opportunity don’t happen, You create them” – Chris Gosser

โอกาสไม่ได้สามารถเกิดขึ้นเองถ้าเรามัวแต่รอโอกาสซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเมื่อไหร่ เราอาจจะไม่มีทางได้ประสบความสำเร็จหรือทำในสิ่งที่เราอยากทำ ถ้าเราเป็นคนสร้างโอกาสให้กับตัวเอง เราก็จะประสบความสำเร็จได้ด้วยความสามารถของตัวเราเองค่ะ

Facebook Comments