ออม อดีตเด็กนอก-ติดหนี้หลักล้าน สู่ “เจ้าของธุรกิจน้ำหัวปลีระดับหลายล้าน”

0
1911

Q: แนะนำตัวเองกันหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะพี่ชื่อ ออมสิน นิชานันท์ มั่งคั่งค่ะ กับคนอื่นๆจะเป็นคนค่อนข้างเงียบๆเรียบร้อย แต่กับเพื่อนๆจะเฮฮา ส่วนเวลาทำงานจะจริงจัง ถึงขั้นดุค่ะ

ไปเป็นเด็กนอกเมื่อตอนเรียน ป.ตรี จบ Ritsumeikan Asia Pacific Univesity (APU) ประเทศญี่ปุ่นค่ะ ก่อนตัดสินใจไปญี่ปุ่น เรียนจุฬาไปได้ซักเดือนนึงแล้วรู้สึกว่า “ชีวิตมันต้องมีมากกว่าการเรียนให้ดีๆ” เลยตัดสินใจสมัคร APU อยากออกไปเห็นโลกกว้างค่ะ ก็สรุปเรียนจุฬาไป 3 เดือนแล้วก็บ๊ายบาย

จบมาแล้วก็ทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นในไทยอยู่ปีกว่าๆก็เริ่มเรียน ป.โท สาขา IMBA (Global Entrepreneurship) ที่ธรรมศาสตร์ค่ะ ตอนนั้นทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยค่ะ

ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ Mommylicious Juice มีวางขายที่ Gourmet Market ทุกสาขาและขายออนไลน์ค่ะ ก็ถือว่าเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์ที่ฮิตที่สุดในกลุ่มคุณแม่ให้นมลูกเลย เพราะยังไม่เคยมีใครทำน้ำหัวปลีออกมาขาย (ตอนนี้ทำตามกันออกมาเพียบเลย 555)

Q:  อะไรทำให้พี่ออมอยากเริ่มธุรกิจของตัวเองคะ และทำไมต้องเป็นธุรกิจน้ำหัวปลี

ต้องบอกว่าอยากมีธุรกิจของตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆแล้วค่ะ น่าจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ทำงานหนักไม่ค่อยมีเวลา โรงเรียนหยุดหรือปิดเทอมจะโดนหนีบไปอยู่ที่ออฟฟิศด้วยตลอดเพราะที่บ้านไม่มีคนดูแล ก็เลยมีความไม่ชอบทำงานในออฟฟิศ มันอึดอัด

ก็คิดมาตลอดว่าอยากจะทำธุรกิจเป็นของตัวเอง อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องอยู่ในกรอบของใคร ทุกอย่างกำหนดเอง ก็คิดไปเรื่อยเลยค่ะ ตั้งแต่อยากมีร้านกาแฟเล็กๆ จนใหญ่โตไปถึงอยากมีโรงแรม 555 พอเริ่มโตก็ค่อยๆคิดหาอะไรที่พอเป็นไปได้

ความที่ลึกๆอยากมีธุรกิจ ตอนเรียนต่อ ป.โทเลยเลือกเรียน Global Entrepreneurship ของธรรมศาสตร์ค่ะ ซึ่งหลักสูตรนี้สอนให้เรามี mindset แบบที่เราไม่ต้องมีเงินเราก็ทำธุรกิจได้ มันสำคัญที่ไอเดียมากกว่า เค้าสอนให้เรารู้จักเอาปัญหาในชีวิตต่างๆมาเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจ

ซึ่งน้ำหัวปลี Mommylicious Juice ก็เกิดจากการอยากแก้ปัญหาให้กลุ่มแม่ลูกอ่อนที่มีน้ำนมน้อยค่ะ

พอโตมาถึงวัยที่คนรอบข้างแต่งงานแล้วก็เริ่มมีลูกกันแล้ว ความเครียดระดับชาติของกลุ่มคุณแม่คือนมแม่มีไม่พอให้ลูกกิน แล้วแม่ๆเค้าก็ฮิตกินอาหารที่มีขิง หรือหัวปลีเป็นส่วนประกอบ เช่น ไก่ผัดขิง, แกงเลียง, ยำหัวปลี แต่พอต้องกินทุกวันมันก็เศร้าเนอะ ก็เลยลองเอามาทำเป็นน้ำดูด้วยความคิดที่ว่าดื่มง่าย ดื่มแล้วจบ แล้วไปกินอย่างอื่นที่ชอบ แม่ๆแฮปปี้ ช่วงทดลองทำ feedback ก็ดีค่ะ คุณแม่ๆดื่มแล้วน้ำนมมามากขึ้นจริง ก็เลยเติบโตมาเรื่อยๆ

Q: อยากให้พี่ออมเล่าว่า “กว่าจะได้มาอยู่ ณ จุดๆนี้…ต้องผ่านอะไรมาบ้าง”

สิ่งที่ต้องฝ่าฟันอันดับแรกคือความคิดของผู้ใหญ่ในบ้านค่ะ เพราะเค้าคิดว่าการที่บ้านเราไม่มีธุรกิจของตัวเองมาก่อนและฐานะก็กลางๆจะสามารถมีธุรกิจได้ ผู้ใหญ่เชื่อว่ามันต้องใช้เงินจำนวนมากถึงจะมีสร้างธุรกิจขึ้นมาได้ เวลามีไอเดียอะไร ก็ได้ยินแต่คำว่า “เราไม่มีเงินๆ” ซึ่งเราก็เก็บเงียบในใจคิดว่ามันต้องมีทางทำได้สิ

ช่วงเรียน ป.โทเทอมท้ายๆ ลาออกจากงานประจำเพราะเรียนหนักมาก เลยขอโฟกัสให้เรียนจบก่อน แล้วช่วงเรียนจบก็มีเพื่อนมาชวนทำธุรกิจเครื่องสำอางค์ ก็เลยลองทำกัน ลองผิดลองถูกกันไป แต่ประสบการณ์เราน้อย และมันก็เป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งเยอะมากๆ ก็ไปต่อไม่ไหว พับโปรเจคไปพร้อมหนี้หลักล้านค่ะ

โปรเจคจบแล้วแต่หนี้ยังอยู่ ก็ต้องหาทางใช้หนี้ค่ะ แรกๆคิดไม่ออกก็แต่ละคนลงขันเงินในกระเป๋าตัวเองผ่อนแบงค์กันไปค่ะ

แล้วคุณพ่อก็เสียชีวิตกระทันหันด้วยค่ะ ตอนนั้นเป็น the end of the world ของพี่มากๆ แต่คุณพ่อจะสอนพี่เสมอว่า “เสียอะไรก็เสียได้ แต่อย่าเสียสติ” คำนี้แหละที่ทำเราเรียกสติกลับมา ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นแล้วค่อยๆคิดว่าทำไงดี

ก็ยอมกลับไปทำงานประจำอีกครั้ง เพราะคนเราต้องใช้เงินซื้อข้าวค่ะ กินฝันอย่างเดียวมันไม่อิ่ม แต่เราก็คิดว่าเงินเดือนทุกเดือนได้มาเอาไปใช้หนี้ มันก็ยังไม่ใช่หนทาง ก็หาไอเดียไปเรื่อยๆค่ะ ว่ามีทางไหนสร้างรายได้สร้างธุรกิจได้อีก จนมาคิดเรื่องน้ำขิง น้ำหัวปลีนี่แหละค่ะ ถึงลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง รอบนี้ก็ดูให้แน่ใจว่าไปรอดได้แน่ๆทั้งมีเงินใช้หนี้ และมีเงินดูแลตัวเองได้ถึงจะลาออกจากงานประจำ

Q: มีอะไรอยากบอกกับคนอื่นๆที่อยากมี “อะไรเป็นของตัวเอง” แต่ยังไม่เริ่มเพราะ “ยังไม่มีทุน”

เราฝันใหญ่ได้ค่ะ แต่บางทีเราอาจจะต้องเริ่มที่ก้าวเล็กๆก่อน เริ่มจากสิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ก่อน แล้วค่อยๆต่อยอดให้มันเติบโต ใจเย็นๆ ให้เวลากับตัวเองค่ะ

ตอนเริ่มทำ  Mommylicious Juice พี่ใช้เงินหลักพันต้นๆในการเริ่มเท่านั้นค่ะ เพราะก็เป็นหนี้อยู่ และที่บ้านก็ไม่ได้มีเงินทุนให้ บวกกับอยากพิสูจน์ให้เค้าเห็นด้วยว่าเราจะทำให้ได้

ตอนนั้นก็เลยคิดว่าทำแค่ตัวอย่างขึ้นมา แล้วเปิดรับ pre-order เพราะเราจะได้เงินจากลูกค้ามาก่อน แล้วเอาเงินนั้นแหละไปซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์มาทำ สะสมกำไรไปเรื่อยๆแล้วค่อยๆขยายค่ะ

การที่เราไม่มีเงินทุนเยอะแยะนี่แหละดี มันทำให้เรา creative ในการคิดหาเงินมาเริ่มลงทุนในวิธีที่ไม่ต้องใช้เงินมากมาย อาจจะไม่ง่ายแต่มันก็ยังมีวิธีอื่นๆค่ะ

Q: หลายๆคนบอกว่าเห็นคนอื่นสำเร็จหรือได้ดีแล้ว…มันทำให้ตัวเค้าเองหดหู่ที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง พี่ออมอยากแชร์อะไรกับพวกเข้าบ้างคะ

ในโลกที่ social media มีอิธิพลในชีวิตค่อนข้างมาก ก็มีบ่อยครั้งที่เราชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ ซึ่งบางทีเราอาจจะเห็นแต่ด้านสวยงามของเค้า แล้วก็เอามาคิดว่าทำไมชีวิตเราไม่ดีเหมือนของเค้า

ถ้าใครเป็นอยู่ก็อยากให้เลิกเทียบกับคนอื่นค่ะ ขอให้มองแค่ตัวเราวันนี้กับตัวเราเมื่อวานก็พอ

ถ้าวันนี้เราทำดีขึ้นกว่าเมื่อวาน นั่นก็คือความสำเร็จก้าวเล็กๆแล้ว สะสมไปเรื่อยๆก็จะเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่ แล้วชีวิตเราจะมีความสุขค่ะ

Q: การเคยมาเป็นนักเรียนนอกในญี่ปุ่นช่วยพี่ออมในด้านไหนของการทำธุรกิจบ้างมั๊ยคะ

APU เป็นมหาลัยอินเตอร์มีนักเรียนหลากหลายเชื้อชาติ พี่ก็ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจคนที่มี background ต่างกันความคิดอ่านต่างกัน มันก็ช่วยให้เวลาทำธุรกิจเรามีวิธีการ deal กับคนหลากหลายรูปแบบ

และการที่เคยอยู่ต่างประเทศ ต้องดูแลตัวเอง มีปัญหาอะไรต้องแก้เอง มันทำให้เราเป็นคนที่พึ่งพาตัวเองก่อน ไม่กลัวปัญหา และไม่กลัวความลำบาก (ถึกนั่นเอง)

อีกอย่างนึงที่ได้คือความเป็นตัวของตัวเองและการเป็นคนที่มีความชัดเจนในสิ่งที่ต้องการ เพราะตอนเราอยู่เมืองนอกค่อนข้างมีอิสระ จากทั้งกฎเกณฑ์ในบ้านและกฎของสังคมไทย ทำให้เราได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้ค้นพบว่าเราชอบอะไร และเราก็มีอิสระที่จะตัดสินใจเลือกหลายๆอย่างเอง ก็ทำให้เป็นคนกล้าที่จะตัดสินในเรื่องใหญ่ๆ เพื่อให้มีธุรกิจแนวทางชัดเจน

Q: ตัวพี่ออมเอง….ภูมิใจอะไรในตัวเองที่สุด

ก็ภูมิใจที่เราลบกรอบความคิดว่า “บ้านเราไม่รวย เรามีธุรกิจไม่ได้หรอก” ออกไปได้ แล้วเราสร้างทุกอย่างจากหยาดเหงื่อและมันสมองของเราเองจริงๆ มันเหนื่อย และมันไม่ง่าย แต่วันนี้มันอยู่ในจุดที่ค่อยๆเติบโต ก็ถือว่ามาไกลมากแล้ว

Q: อยากแนะนำหนังสือเล่มไหนให้คนอ่าน 1 เล่ม

“What I Wish I Knew when I was 20” ของ Tina Seelig ค่ะ

เป็นหนังสือที่สอนให้เรารู้จักมองเรื่องเดิมๆในชีวิตในมุมที่ต่างออกไป เป็นหนังสือที่ Inspire ว่าไม่ต้องมีเงินมากมายก็สร้างรายได้ สร้างธุรกิจให้ตัวเองได้ถ้ามีความคิดสร้างสรรค์มากพอ

Q: มีอะไรอยากฝากไว้ให้กับคนไทยที่อยากเจริญรอยตามพี่ออมด้วยกัน

ลุยค่ะ!! จะดีหรือร้ายทุกอย่างคือประสบการณ์ที่สอนเราให้ทำดีขึ้นในครั้งต่อไป อย่ากลัวที่จะออกจาก comfort zone หรือกรอบที่ใครวางไว้ เพราะนี่คือชีวิตเรา ออกไปใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการค่ะ แต่ออกมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต้องยอมรับให้ได้นะคะ ขอแค่ไม่ยอมแพ้ไปซะก่อน ล้มกี่ครั้งก็ลุกขึ้นมาจนกว่ามันมีวันที่เป็นของเรา อย่างน้อยก็ได้เดินทางที่เราเลือกเองค่ะ

ทุกวันนี้ไม่เคยรู้สึกว่าตื่นมา “ต้อง” ทำงาน บางวันจะหนัก เหนื่อยหรือดึกแค่ไหน ก็ยังแฮปปี้ เพราะรู้สึกว่ามันคือการได้ใช้ชีวิตของเรา ก็หวังว่าทุกคนจะได้รู้สึกแบบนี้กับตัวเองกันค่ะ

Facebook Comments