ตี๋ ชีวิตจริงของเด็กนอก (ฉบับ เด็กไทยในยูท๊อป! Stanford University)

0
463
ตี๋ ชีวิตจริงของเด็กนอก (ฉบับ เด็กไทยในยูท๊อป! Stanford University)

Q: ช่วยแนะนำตัวเองให้รู้จักกันหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ผมชื่ออำนวย (ตี๋) พลสุขเจริญ จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดสาขา Computational Mathematics and Engineering คือคณิตศาสตร์กับคอมพิวเตอร์ผสมกันครับ ปัจจุบันเป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ของบริษัทสตาร์ทอัพด้านการลงทุนชื่อว่า Robinhood

นอกจากงานประจำแล้ว มีงานอาสาสมัครเป็นผู้ดูแลคานอะคาเดมี่ (Khan Academy) สื่อการสอนออนไลน์ภาคภาษาไทย แล้วก็ผู้นำยุวชนระดับ chapter ที่อเมริกาของสมาคมสร้างคุณค่านานาชาติ (SGI) เป็นสมาคมพุทธศาสนาสายนิชิเร็นที่มุ่งเน้นการเคารพในชีวิตและสันติภาพครับ

Q: ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า ทำอย่างไรถึงได้เข้าเรียนที่ยูระดับโลกอย่าง Stanford และเข้ายากมั๊ยคะ

เริ่มต้นผมเรียนปริญญาตรีสาขาฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ที่ University of Chicago มาก่อน ระหว่างนั้นก็ลองผิดลองถูกหาสิ่งที่ตัวเองชอบ ระหว่างทฤษฏีกับปฏิบัติ และสุดท้ายก็มาจบลงตรงกลางคือคอมพิวเตอร์ การทำนาย สร้างแบบจำลอง

ผมเลยสมัครเข้าสแตนฟอร์ดในสาขาคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์นี้ ซึ่งนับว่าเป็นสาขาใหม่ในสมัยนั้น คนยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก ผมเลยคิดการเข้าเรียน ณ ตอนนั้นไม่ได้ยากนัก ถ้ามีพื้นฐานคณิตศาสตร์ การคิดเป็นเหตุเป็นผลจากวิทยาศาสตร์ แล้วก็เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาบ้าง ก็พอลุ้นได้ครับ

Q: ช่วยเล่าถึงชีวิตตอนเรียนที่ Stanford หน่อยว่าเป็นยังไง ดีจริงเหมือนที่คนอยากเข้ามั๊ย

ชีวิตตอนเรียนที่สแตนฟอร์ดเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานทีเดียวสำหรับผม เพราะเรียนปริญญาโท-เอกรวมกันก็เกือบ 6 ปี มันก็มีขึ้นๆ ลงๆ เป็นธรรมดาของการเรียนปริญญาเอก

ถ้าถามว่าสแตนฟอร์ดให้อะไร ผมคิดว่าสแตนฟอร์ดให้สิ่งแวดล้อมที่ดีในการเรียนรู้ครับ นั่นคือทั้งทรัพยากร เป็นแหล่งความรู้ อุปกรณ์ สถานที่เอื้อต่อการเรียนรู้

แต่ที่สำคัญกว่าคือคนรอบข้าง ที่รักการเรียนรู้และแบ่งปันกำลังใจให้กัน แต่ละคนมีความคลั่งไคล้ในสิ่งต่างๆ มีความสามารถหลากหลาย ทำให้เราได้รู้จัก รับพลังแล้วก็พัฒนาตนเอง ไม่เพียงในแง่วิชาการเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงกีฬา ดนตรี การเงิน ธุรกิจ จนไปถึงปรัชญาชีวิต

Q: การที่เราได้มีโอกาสเรียนในต่างประเทศมันให้บทเรียนอะไรกับชีวิตเราบ้าง

ผมคิดว่าการมาเรียนต่างประเทศทำให้เรามองโลกกว้างขึ้น แล้วก็ใช้ชีวิตรอบด้านขึ้น การเรียนต่างประเทศ โดยเฉพาะถ้าไม่มีเพื่อนหรือครอบครัวมาด้วย ต้องปรับตัวและดูแลตัวเองมากไม่ใช่แค่เรื่องเรียน แต่เป็นเรื่องการใช้ชีวิต

ก่อนมาเรียนต่างประเทศ ผมไม่ชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ไม่ชอบทำอาหาร ไม่ชอบเล่นกีฬา มีอคติอะไรต่างๆ มากมายในชีวิต เหมือนเราตั้งแง่ไว้ก่อนว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

แต่พอมาอยู่ต่างประเทศ เราถูกบังคับออกมาจากสิ่งที่เราคุ้นเคย สิ่งที่เราเชื่อ ต้องท้าทายตัวเองให้เอาชนะความกลัว อคติของตนเอง จนในที่สุดถึงตอนนี้ผมเรียนจบแล้ว มองกลับไปก็รู้สึก อืม เราเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ

Q: มีทิปอะไรอยากฝากไว้กับน้องๆที่อยากเรียนยูทอปของอเมริกาบ้างคะ

ขอฝากกับน้องๆ ทุกคนเลยครับ ไม่ใช่แค่น้องๆ ที่อยากเรียนยูทอปของอเมริกา “ใช้ชีวิตให้เต็มที่ครับ…ทุกด้านเลย”

น้องๆยังเด็ก เปี่ยมไปด้วยพลัง อย่าปล่อยพลังและเวลาของเราไปเปล่าๆ ถ้าคิดว่าอะไรดี น่าทำ ทำแล้วทำให้ตัวเองมีความสุข คนอื่นมีความสุข ขอให้ลองครับ แล้วชีวิตของเราจะขัดเกลาไปเรื่อยๆ ได้เจอหนทางที่เหมาะกับตนเอง

บางคนอยากเรียนอเมริกาด้วยความคิดว่ามันเป็นเท่! เจ๋ง! อะไรพวกนั้น! ผมคิดว่าทุกหนทางที่เราเลือกเดินมีความหมายและคุณค่า ขอให้เราตั้งใจทำมันให้ดี พัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ

ถ้าก้าวเหล่านั้นมันมาถึงอเมริกาก็ยินดีต้อนรับครับ แต่ถ้าไม่ถึงก็ไม่เป็นไรครับ ระหว่างทางผมมั่นใจว่าน้องๆ ต้องเติบโตและได้อะไรดีๆ มากมายแน่นอน

Q: อะไรเป็นเรื่องที่พีคที่สุดใน Stanford

คงเป็นเรื่องงานอำลาตอนที่ผมเรียนจบมั้งครับ จริงๆ ผมก็เคยจัดงานอำลาให้คนอื่นมาหลายปี พอถึงคราวตัวเองก็ใจหายเหมือนกัน แล้วงานก็จัดซะซึ้งจนผมเสียน้ำตาไปเหมือนกัน 55

มันเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้ตระหนักจริงๆ จังๆ ว่าจริงๆ แล้วความสำเร็จของเราที่เรียกว่าปริญญา มันไม่ใช่งานของคนคนเดียวเลย มันมาจากคนรอบข้างผมทุกคนที่คอยสนับสนุนผลักดัน เป็นเพื่อน เป็นแบบอย่าง เป็นกำลังใจให้กัน และผมเองก็ดีใจที่ได้เป็นแบบอย่าง ได้ทำอะไรบ้างแม้จะเล็กๆ น้อยๆ เพื่อตอบแทนความสัมพันธ์ที่มีให้กัน

ในงานผมได้ของที่ระลึกเป็นแผนที่มหาวิทยาลัยพร้อมกับคำอวยพรของบรรดาเพื่อนๆ บนนั้น มันเหมือนกับเส้นทางวิ่งที่ผมวิ่งแล้วมีเพื่อนๆ คอยเชียร์อยู่

Q: ชอบและไม่ชอบอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับชีวิตที่ US

ชอบ
มีอิสระ
จัดการชีวิตตัวเอง
มีความคิด วิถีชีวิตหลากหลายดีครับ

ไม่ชอบ
ต้องอยู่ห่างครอบครัว และเพื่อนๆ หลายคน
ค่าครองชีพสูง

Q: มีคำสอนอะไรที่สอนชีวิตได้ดีที่สุด

การดำเนินชีวิตที่ดี หรือศาสนาที่ดี คือ “การที่เราได้มีความสุขตั้งแต่การคิดว่าจะทำ ไปจนถึงกระทั่งได้ลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อความสุขของตนเองและผู้อื่น” จากพุทธศาสนาสายนิชิเร็น

นั่นคือความสุขของการหว่าน ความสุขส่วนสำคัญในชีวิตของเราควรมาจากความสุขอย่างนั้น ไม่ใช่ความสุขจากผลตอบแทนที่ได้การจากการลงมือทำนั้นๆ นั่นคือความสุขของการเก็บเกี่ยว หลักการนี้ทำให้ผมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น แล้วก็มีกำลังใจทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตมากขึ้นครับ

Q: แนะนำหนังสือที่ทุกคนควรอ่าน 1 เล่ม

ผมเพิ่งได้แปลหนังสือ Discussions on Youth ชื่อภาษาไทยว่า บทสนทนายุวชน เป็นหนังสือที่ผมอยากแนะนำ พอผมอ่านไปได้ไม่กี่หน้า ก็อยากแปลเป็นภาษาไทยให้คนไทยได้อ่านแล้ว

เป็นหนังสือที่เปี่ยมไปด้วยกำลังใจ และหลักการใช้ชีวิตสำหรับยุวชนหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ในโลกที่ดูเหมือนจะวุ่นวายและสิ้นหวัง คิดว่าคงออกมาก่อนสิ้นปี แต่ถ้ารอไม่ไหวก็อ่านเป็นภาษาอังกฤษได้ครับ อ่านไม่ยาก

Q: อยากฝากอะไรไว้กับคนไทยด้วยกัน

ผมอยากให้ทุกคนได้ลองซาบซึ้งกับความหมายของชีวิตดูครับ

บางครั้งเราใช้ชีวิตไหลไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดดูว่าความสุขของชีวิตเราคืออะไร บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ความอิจฉา อคติทั้งหลาย ทำให้เราใช้ชีวิตเหมือนคนจมน้ำอยู่ตลอดเวลา

หากเราแบ่งเวลาสักนิด ค้นหาว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร มาตั้งใจมั่นว่าจะทำเป้าหมายสักอย่างในชีวิต เป้าหมายที่จะทำให้ตัวเองและคนรอบข้างมีความสุข รวมทั้งเห็นใจว่าทุกชีวิตต่างก็มีที่มาทำให้ดีหรือร้ายกับเรา แต่ที่สุดแล้วทุกคนต่างก็มีชีวิต ต่างสมควรได้พบกับความสุขที่ถาวรเหมือนกับเรา

ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนทำเช่นนั้นได้ ประเทศไทยต้องเป็นประภาคารแห่งความหวังและความสุขของเอเชียและโลกแน่นอนครับ

Facebook Comments